วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2551

เทคนิคการแปลภาษาอังกฤษ

บทที่ 3 ปัญหาในการแปล

1.1 ปัญหาทางด้านไวยากรณ์และโครงสร้าง เช่น การแปลประโยคที่มีกริยาเป็นกรรมวาจก(Passive voice) การแปลกาล (Tense) การแปลคำเชื่อมโยง (Connectives) การแปลสรรพนามที่ไม่ชี้เฉพาะเจาะจง (Indefinite pronouns) การแปลประธานที่ไร้ความหมาย (Dummy subject)
ตัวอย่าง
ประโยคที่มีกริยาเป็นกรรมวาจก
1. He was invited to give a speech at the Opening ceremony.
มีผู้แปลว่า: เขาถูกเชิญให้ไปพูดในพิธีเปิด
ข้อสังเกต: ในภาษาไทยเมื่อใช้คำว่า “ถูก” นำหน้ากริยา ความหมายจะส่อไปในทางไม่ดี
ผู้แปลควรระมัดระวัง
ควรแปลว่า: เขาได้รับเชิญให้ไปพูดในพิธีเปิด

2. Many of Sidney Sheldon’s works have been translated into many languages.
มีผู้แปลว่า: ผลงานของ ซิดนีย์ เชลดอน หลายเล่มถูกแปลเป็นหลายภาษา
ข้อสังเกต : ความหมายของประโยคนี้เป็นกลาง ๆ ไม่ควรใช้คำว่า “ถูก” นำหน้ากริยา
ควรแปลว่า: มีการแปลงานของ ซิดนีย์ เชลดอน ออกมาหลายภาษา

การแปลกริยาที่อยู่ในกาลต่าง ๆ
1. By the time her son returned home, she had already gone to bed.
มีผู้แปลว่า: ในที่สุดลูกชายของเธอก็กลับบ้าน เธอก็พร้อมจะเข้านอน
ข้อสังเกต: คำกริยาในภาษาอังกฤษเปลี่ยนรูปไปตามกาล แต่ในภาษาไทยคำกริยาไม่เปลี่ยนรูป
ไปตามกาล ผู้แปลต้องหาคำมาประกอบคำกริยาในการแปลให้ได้ความหมายตรง
ตามกาลในภาษาต้นฉบับ
ควรแปลว่า: กว่าลูกชายของเธอจะกลับถึงบ้าน เธอก็เข้านอนแล้ว

2. She always has a headache when she reads for a long time.
มีผู้แปลว่า: เธอปวดศีรษะขณะเมื่อเธอกำลังอ่านหนังสืออยู่เป็นเวลานาน
ข้อสังเกต: คำกริยาในประโยคนี้ใช้รูปปัจจุบัน เพื่อแสดงว่าเหตุการณ์ในประโยคเกิดขึ้นเสมอ
โดยมีกริยาวิเศษณ์ always เป็นตัวบอกความหมายให้ชัดเจนขึ้น
ควรแปลว่า: เธอมักจะปวดศีรษะเสมอเมื่อเธออ่านหนังสือเป็นเวลานาน ๆ

คำเขื่อมโยงความคิดระหว่างประโยค
1. She saw an accident while she was crossing the street.
มีผู้แปลว่า : เธอเห็นอุบัติเหตุเมื่อเธอกำลังข้ามถนน
ข้อสังเกต: while เป็นคำที่เชื่อมโยงเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ โดยเหตุการณ์หนึ่งกำลัง
ดำเนินอยู่ และมีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดซ้อนขึ้นมา
ควรแปลว่า: เธอแลเห็นอุบัติเหตุในขณะที่เธอกำลังข้ามถนน

2. They did not love each other, so they separated.
มีผู้แปลว่า: เขาไม่รักกัน เขาจึงแยกกัน
ข้อสังเกต: so เป็นคำเชื่อมโยงเหตุและผล
ควรแปลว่า: เขาไม่รักกันแล้ว ดังนั้น เขาจึงแยกทางกัน

คำสรรพนามที่ไม่ชี้เฉพาะเจาะจง
1. You are the one I love.
มีผู้แปลว่า: เธอเป็นคนหนึ่งที่ฉันรัก
ข้อสังเกต: one เป็นสรรพนามที่ไม่เจาะจง ผู้แปลต้องอาศัยปริบทจึงจะแปลได้ถูกต้อง
ควรแปลว่า: เธอคือคนที่ฉันรัก

2. The Johnsons have two daughters, one a baby, the other a girl of twelve.
มีผู้แปลว่า: ครอบครัวจอห์นสันมีลูกสาว 2 คน คนหนึ่งเป็นเด็กเล็ก ๆ
คนอื่นเป็นเด็กผู้หญิงอายุสิบสอง
ข้อสังเกต: the other เป็นคำสรรพนามไม่เจาะจงจึงควรแปลคล้อยตาม
สรรพนานในปริบทนี้
ควรแปลว่า: ครอบครัวจอห์นสันมีลูกสาว 2 คน คนหนึ่งยังเล็กอยู่ อีกคนหนึ่ง
เป็นเด็กผู้หญิงอายุ 12 ปี

ประธานที่ไร้ความหมาย
1. It was cold this year.
มีผู้แปลว่า: มันหนาวปีนี้
ข้อสังเกต: ประโยคภาษาอังกฤษจำเป็นต้องมีประธาน it ทำหน้าที่เป็นประธานแต่
ไม่มีความหมายเพราะไม่ได้แทนคำนามตัวใด
ควรแปลว่า: ปีนี้อากาศหนาว

2. Oh! It’s beautiful.
มีผู้แปลว่า: โอ! มันช่างสวย
ข้อสังเกต: เช่นเดียวกันกับตัวอย่างที่ 1 it ไม่มีความหมาย
ควรแปลว่า: แหม สวยจังเลย



1.2 ปัญหาทางด้านศัพท์และสำนวน ปัญหาทางด้านศัพท์และสำนวนเป็นปัญหาที่นักแปลมักจะพบอยู่เสมอ ส่วนผู้ที่เรียนแปลและแปลไม่ได้ก็มักจะคิดว่าการที่ตนเองแปลไม่ได้เพราะไม่รู้คำศัพท์ แต่ถึงจะรู้ความหมายของคำศัพท์จากพจนานุกรมก็อาจจะยังแปลผิดเพราะไม่รู้จักเลือกความหมายที่ถูกต้อง ปัญหาเหล่านี้ ได้แก่ คำศัพท์ที่มีความหมายหลายนัย คำศัพท์ที่รูปเขียนมักทำให้เข้าใจความหมายผิด คำกริยาคู่ (Phrasal verbs) สุภาษิต คำพังเพย และสำนวนต่าง ๆ
ตัวอย่าง
คำศัพท์ที่มีความหมายหลายนัย
1. I want to draw some money.
2. Nobody can draw conclusions.

draw ในประโยคที่ 1 แปลว่า ถอนเงิน
และประโยคนี้ควรแปลว่า: ฉันต้องการถอนเงิน
draw ในประโยคที่ 2 แปลว่า ลงความเห็น
และประโยคนี้ควรแปลว่า: ไม่มีใครลงความเห็น

คำศัพท์ที่รูปเขียนมักทำให้เข้าใจความหมายผิด
1. Many guerrillas were killed in the fight.
มีผู้แปลว่า: ฝูงลิงกอริลลาถูกฆ่าตาย
ข้อสังเกต: ผู้แปลสับสนในเรื่องตัวสะกดของคำสองคำนี้
คือ guerrilla (s) ซึ่งแปลว่า ผู้ก่อการร้าย
และ gorilla (s) ซึ่งแปลว่า ลิงกอริลลา
ควรแปลว่า: ผู้ก่อการร้ายจำนวนมากถูกฆ่าตายในการต่อสู้

2. The traffic problem in Bangkok has been ignored until very lately.
มีผู้แปลว่า: ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ถูกละเลยจนกระทั่งสายมาก
ข้อสังเกต: ผู้แปลเข้าใจว่า lately เป็นกริยาวิเศษณ์ของคุณศัพท์ late
ซึ่งแปลว่า ช้า สาย จึงแปลผิด
ควรแปลว่า: ปัญหาเรื่องการจราจรในกรุงเทพฯ ถูกละเลยมาตลอดจนกระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้

คำกริยาคู่
1. The firemen successfully put out the fire.
คำว่า “put out” เป็น phrasal verb ที่เกิดจากกริยา put + out เมื่อมาใช้ คู่กันจะเกิดความหมายใหม่ขึ้นมา แปลว่า ดับไฟ (to extinguish)
ประโยคนี้ควรแปลว่า: พนักงานดับเพลิงดับไฟสำเร็จ

2. We can look up the meaning of words in the dictionary.
คำว่า “look up” เป็น phrasal verb ที่มีความหมายว่า ค้นหา
ประโยคนี้ควรแปลว่า: เราค้นหาความหมายของคำได้จากพจนานุกรม

สุภาษิต คำพังเพย และสำนวนต่าง ๆ
การแปลสำนวนเป็นเรื่องยาก ผู้แปลต้องตีความหมายของสำนวนนั้นให้ได้ แล้วจึงหาคำแปลที่มีความหมายเทียบเคียงกันมาแปล การแปลไปตามรูปคำผู้อ่านจะไม่ เข้าใจเพราะไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรม สภาพแวดล้อม และการดำรงชีวิตของเจ้าของภาษา จึงไม่ทราบภูมิหลังของสุภาษิตและคำพังเพยนั้น
1. Carrying coals to Newcastle.
ถ้าแปลคำพังเพยนี้ว่า เอาถ่านหินไปนิวคาสเซิล ผู้อ่านที่เป็นคนไทยจะไม่เข้าใจความหมาย แต่ถ้าแปลเทียบเคียงกับคำพังเพยไทยที่ว่า เอามะพร้าวห้าวไปขายสวน ผู้อ่านที่เป็นคนไทยจะเข้าใจมากกว่า

2. Yesterday he worked hard, so he slept like a log.
ถ้าแปลประโยคนี้ว่า เมื่อวานนี้เขาทำงานหนัก เขาจึงนอนหลับเป็นตาย ผู้อ่านคนไทยจะเข้าใจและมองเห็นภาพกว่า เมื่อแปลว่า เขาจึงนอนหลับเหมือนซุง



บทที่ 4 การแปลประโยคกรรม (Passive voice)



การแปลประโยคกรรม (Passive voice)
ประโยคกรรมในภาษาอังกฤษ หมายถึง ประโยคที่ประธานของประโยค เป็นผู้รับผลที่เกิดจากการกระทำของผู้อื่น
เดวิด คริสตัล (David Crystal, 1980: 259) ได้ให้นิยาม Passive voice ไว้ดังนี้
a term used in the grammatical analysis of voice, referring to a
sentence, clause or verb form where the grammatical subject is
typically the recipient or ‘goal’ of the action denoted by
the verb . . .

โครงสร้างหลักของประโยคกรรมในภาษาอังกฤษ คือ
รูปประโยคกรรมในภาษาอังกฤษมี 2 ชนิด คือ
1. ประโยคกรรมชนิดไม่มีตัวการ (ผู้กระทำ) ปรากฏอยู่ในประโยค (Non-agentive or agentless passives)

The shop was burned down.


2. ประโยคกรรมชนิดมีตัวการ (ผู้กระทำ) ปรากฏอยู่ในประโยค (Agentive passives)
The letter was written by a boy.
ในภาษาไทย พระยาอุปกิตศิลปสาร (2499: 29) ได้กล่าวถึงประโยคกรรมไว้ว่า ประโยคกรรมเป็นประโยคที่มีกรรมวาจก (ผู้ถูกกระทำ) อยู่ต้นประโยค ดังเช่น
เขาโดนพ่อตี
เขาถูกครูบังคับให้อ่านหนังสือ
วัดนี้สร้างตั้งแต่สมัยอยุธยา
ขนมนี้กินอร่อยดี

ในบทความเรื่อง “ประโยคกรรมในภาษาไทยเข้าสู่ยุคเปลี่ยนแปลง” ธัญญรัตน์ ปาณะกุล (2537: 17) กล่าวว่า ประโยคกรรมในภาษาไทยโดยทั่วไปมี 5 รูป ดังต่อไปนี้
1. ประโยคกรรม “ถูก” เช่น เขาถูกแม่ตี
2. ประโยคกรรม “ได้รับ” เช่น เขาได้รับเชิญไปงานเลี้ยง
3. ประโยคกรรมเป็นกลาง เช่น สะพานนี้สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2523
4. ประโยคกรรมเน้นความ เช่น ตามี ผู้ใหญ่บ้านของเราเสือกินเสียแล้ว
5. ประโยคกรรมตัวการปรากฏ เช่น เพลงนี้ร้องโดยสันติ

วิธีแปล
ในการแปลประโยคกรรมจากภาษาอังกฤษเป็นไทยนั้น ผู้แปลจะต้องพิจารณาปริบท (context) ในภาษาอังกฤษอย่างรอบคอบ เพื่อดูความหมายที่แฝงอยู่ ถ้าปริบทเป็นประสบการณ์ในเชิงลบ หรือความหมายในทางไม่ดี เวลาแปลก็ให้ใช้ประโยคกรรมแบบที่ 1 คือ ประโยคกรรมถูก ถ้าปริบทเป็นประสบการณ์อันน่าพึงพอใจ หรือบ่งบอกถึงสถานการณ์อันน่ายินดี ก็ให้ใช้ประโยคกรรมได้รับ หรือประโยคกรรมแบบที่ 2 หากปริบทบ่งบอกว่าประธานเป็นเพียงผู้รับผลการกระทำจากใครคนใดคนหนึ่งหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ให้ใช้ประโยคกรรมแบบที่ 3 ซึ่งมีนัยความหมายเป็นกลาง ประโยคกรรมมีนัยความหมายเป็นกลางจะทำหน้าที่บอกกล่าว เล่าเรื่องหรือรายงานเหตุการณ์ สถานการณ์
จากประสบการณ์ในการสอนแปลของผู้เขียน และจากการตรวจงานแปลของนักศึกษาตัวอย่างประโยคภาษาอังกฤษที่ว่า
Grandpa Mee, the head of our village, was eaten up by a tiger.
นักศึกษามักจะแปลโดยมีคำว่า “ถูก” อยู่ในประโยค เช่น
ตามี ผู้ใหญ่บ้านของเรา ถูกเสือกินเสียแล้ว
มากกว่าที่จะแปลเป็นประโยคกรรมเน้นความในแบบที่ 4 ว่า
ตามี ผู้ใหญ่บ้านของเรา เสือกินเสียแล้ว
ส่วนประโยคตัวอย่างนี้
This song was sung by Santi.
นักศึกษามักแปลว่า
เพลงนี้ร้องโดยสันติ
การแปลแบบนี้เป็นการแปลตามโครงสร้างภาษาอังกฤษโดยไม่มีทั้งคำว่า ‘ถูก’ หรือ ‘โดน’ หรือ ‘ได้รับ’ และมีตัวการหรือผู้กระทำตามหลังคำว่า ‘โดย’ ซึ่งก็เป็นการแปลที่ได้ใจความ
จากข้อแนะนำวิธีการแปลประโยคกรรมที่ให้ไว้ข้างต้น ลองดูตัวอย่างการแปลประโยคกรรมแบบต่าง ๆ ดังนี้
ประโยคกรรมนัยความหมายไม่ดี
1. The police station at Mukdaharn was attacked by a group of terrorists on Sunday.
สถานีตำรวจที่มุกดาหารถูกกลุ่มผู้ก่อการร้ายโจมตีเมื่อวันอาทิตย์
2. The students were punished for cutting class.
นักเรียนถูกทำโทษ เพราะโดดเรียน
3. Birds and many harmless creatures were destroyed by the overuse of insecticides.
นกและสัตว์ที่ไม่มีพิษภัยหลายชนิดถูกทำลายด้วยการใช้ยาฆ่าแมลงที่เกินขนาด
4. That man was fined for throwing cigarettes on the floor.
ผู้ชายคนนั้นถูกปรับฐานโยนบุหรี่ลงบนพื้น
5. The thief was forced against the wall, hands above his head.
ขโมยถูกบังคับให้หันหน้าเข้ากำแพงและยกมือไว้เหนือศีรษะ

ประโยคกรรมนัยความหมายดี
1. He was appointed the chairman of the company.
เขาได้รับแต่งตั้งเป็นประธานบริษัท
2. He was invited to a party.
เขาได้รับเชิญไปงานเลี้ยง
3. Mr. Krisada Arunwongse was elected the new Bangkok Governor.
นายกฤษฎา อรุณวงษ์ ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่
4. Thai hotels are praised all over the world for their excellent service.
โรงแรมไทยได้รับยกย่องไปทั่วโลกด้วยการให้บริการชั้นยอดเยี่ยม
5. Any Thai boxer who gets an Olympic medal will be rewarded
with a huge sum of money.
นักชกชาวไทยคนไหนก็ตามที่ได้เหรียญโอลิมปิกจะได้รับรางวัลเป็นเงิน
ก้อนใหญ่

ประโยคกรรมนัยความหมายเป็นกลาง
1. This building has been well designed to conserve energy.
ตึกนี้ออกแบบมาเป็นอย่างดีให้ประหยัดพลังงาน
2. Pancakes should be eaten warm from the pan.
แพนเค้กควรรับประทานร้อน ๆ จากกระทะ
3. Ramkhamhaeng University was founded in 1971.
มหาวิทยาลัยรามคำแหงก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1971
4. Dictionaries were located on a shelf in the back of the room.
พจนานุกรม อยู่บนชั้นหลังห้อง
5. This fine bread is made from a special wheat flour.
ขนมปังแสนอร่อยนี้ทำจากแป้งสาลีชนิดพิเศษ




บทที่ 5 การแปลประโยคกรรม (Passive voice)



การแปลประโยคกรรมลดรูป
ประโยคบางประโยคเป็นประโยคกรรมที่ละ verb to be ไว้ในฐานที่เข้าใจ คงมีแต่กริยาช่องที่ 3 หรือ past participle ประโยคลักษณะนี้มักจะทำให้ผู้แปลที่ไม่มี ความรู้ในเรื่องโครงสร้างภาษาอังกฤษดีพอแปลผิด เพราะไปเข้าใจว่าเป็นคำกริยาที่อยู่ในรูป past tense เมื่อพบประโยคเช่นนี้วิธีการแปล คือ ให้ลองวิเคราะห์แยกแยะว่า กริยาตัวใดเป็น passive voice ลดรูป คือ ละ verb to be ไว้ ตัวอย่างเช่น
1. The name printed in red ink was very easy to find and read.
มาจากประโยค 2 ประโยคว่า
The name was printed in red ink. และ
The name was very easy to find and read.
เวลาที่รวมทั้งสองประโยคเข้าด้วยกัน จะพบว่าประธานซ้ำกันและ สามารถตัดประธานออกไปได้ 1 ตัว โดยแทนที่ด้วย Relative pronoun นั่นก็คือ ประโยคจะอยู่ในลักษณะของประโยคซับซ้อน (Complex Sentence)

The name that was printed in red ink was very easy to find and read.
จากประโยคนี้เราสามารถตัด (Relative pronoun) that และตัด verb to be ซึ่งอยู่ในรูป was ออกไปได้อีก ประโยคก็จะกลับมาเป็นประโยคชนิด simple ที่มี participle phrase ขยายนาม เมื่อวิเคราะห์ได้เช่นนี้ผู้แปลก็จะทราบว่า printed ในประโยคข้างบนคือ passive voice ที่ลดรูปนั่นเอง และสามารถแปลออกมาได้ตามนัยความหมายที่แฝงอยู่ โดยใช้วิธีการแปลประโยคกรรมที่กล่าวมาแล้ว ประโยคนี้จึงแปลว่า
ชื่อที่พิมพ์ด้วยหมึกแดงมองเห็นและอ่านได้ง่าย

2. The president, accompanied by his advisors, had arrived.
ประธานพร้อมด้วยบรรดาที่ปรึกษาได้มาถึง
3. Men trained in mathematics can be engineers.
คนที่ได้รับการฝึกฝนทางด้านคณิตศาสตร์สามารถเป็นวิศวกรได้



แบบฝึกหัด
I. จงแปลประโยค Passive voice เหล่านี้ให้สละสลวย

1. Cycling on the footpath is not allowed.

2. Applications must be submitted by 21 March at the latest.

3. Rain is expected in the late afternoon.

4. The less able candidates are sometimes elected to office.

5. No one is granted extra credit in this course.

6. Serm has been elected president of our youth club.

7. Freshly baked biscuits should be kept warm in the oven.

8. This dog can be trained to do so many things; he can even play dead.

9. Mr. Smith was chosen as boss of the year.

10. The boat was rocked by gigantic waves.

II. จงแปลประโยค Passive voice และ Passive voice ลดรูปให้ถูกต้องสละสลวย
1. Alcohol can be considered one of the most widely used drugs in the world apart from aspirin and penicillin.

2. After the show, the audience was given a guided tour of the hall.

3. When using this product, care must be taken to avoid all contact with the skin.

4. It is commonly believed that women are more emotional than men and also that they tend to be more timid and less physically aggressive.

5. Letters to the editor are welcomed, but not all can be acknowledged.

6. Hair is actually dead matter made up of the same keratin proteins found in fingernails.

7. The new project is for youth counselling carried out by Peace Corps volunteers.

8. Courses on psychological counselling are also provided by many universities.

9. Allergic reactions are frequently caused by microscopic mites found in dust particles.

10. Children should be taught a sense of civic responsibility at a young age.







บทที่ 6 การแปล Tense



ลักษณะ Tense ในภาษาอังกฤษ
ภาษาอังกฤษมีการเปลี่ยนรูปกริยาเพื่อแสดงกาล กริยานั้นอาจจะเปลี่ยนรูปไปเลย เช่น go went gone หรือเติมปัจจัยเข้าไปหลังกริยา เช่น walk walked walked ในประโยคอาจมีหรือไม่มีคำบอกกาลเวลากำกับอยู่ หน้าที่ของกริยาที่เปลี่ยนไปที่เราเรียกว่า tense ต่าง ๆ นี้ คือ เพื่อบอกความหมายของกาลเวลาต่าง ๆ กัน
ตัวอย่างประโยค 3 ประโยคต่อไปนี้ มีความหมายไม่เท่ากันในแง่ของกาลเวลา
1. My friend lives in Bangkok.
2. My friend lived in Bangkok.
3. My friend has lived in Bangkok.
ประโยค 1-3 อาจแปลได้ความเท่ากัน คือ “เพื่อนของฉันอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ” แต่ความหมายของประโยคที่เกี่ยวกับเวลาไม่เท่ากัน
ประโยคที่ 1 ใช้ simple present tense หมายความชัดเจนว่า
เพื่อนของฉันอยู่ในกรุงเทพฯ (กำลังอยู่ในขณะนั้น)
ประโยคที่ 2 ใช้ past tense แสดงว่า
เขาไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว
ประโยคที่ 3 ใช้ present perfect tense อาจหมายความว่า
เขาเคยอยู่ที่นั่นในอดีต ตอนนี้อาจจะยังอยู่หรืออาจไม่อยู่แล้ว


คำบอกกาลในภาษาไทย
ภาษาที่มีวิภัตติ ปัจจัย อย่างภาษาบาลี สันสกฤตและอังกฤษ กาล มาลา วาจก เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ แต่ในภาษาไทย กาล มาลา วาจก ไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่าไรนัก เพราะภาษาไทยเวลานำมาพูดหรือเขียน ไม่จำเป็นต้องระบุเวลาว่าเมื่อไร ผู้ฟังและผู้อ่านต้องทำความเข้าใจเอาเอง ภาษาไทยไม่มีการแจกวิภัตติ ปัจจัยเพื่อบอกกาลเวลา คำแต่ละคำใช้ได้ในทุกโอกาส เมื่อต้องการจะบอกกาลเวลาก็มีวิธีการที่จะบอกได้ดังนี้
เมื่อต้องการทราบว่า กริยากระทำเมื่อไรต้องอาศัยกริยาช่วย เช่น จะ อยู่ กำลัง ได้ แล้ว ในภาษาไทยจะบ่งชัดลงไปว่า กริยาแท้ หรือ กริยาช่วย ต้องดูตำแหน่งในประโยคเป็นส่วนประกอบด้วย คำเหล่านี้บอกกาลเวลาต่างกัน คือ
บอกปัจจุบัน เช่น อยู่ กำลัง กำลัง....อยู่ กำลัง....อยู่แล้ว
ดูโทรทัศน์อยู่นั่นแหละ ไม่รู้จักหลับนอน
(เป็นการบอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยังไม่ยุติลง แสดงว่า ยังดูโทรทัศน์โดยไม่ยอมเข้านอน)

เขากำลังวิ่ง
(คำว่า “กำลัง” เป็นคำบอกเหตุการณ์ที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน แสดงว่าเขากำลังวิ่งอยู่อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าเขายังไม่ได้หยุดวิ่ง)

สมศักดิ์กำลังนอนหลับอยู่
(แสดงว่า ตลอดเวลาสมศักดิ์นอนหลับอยู่ยังไม่ตื่นขึ้นมา เป็นการบอกเหตุการณ์ที่ดำเนินอยู่โดยเน้นความ)

สมศรีกำลังทำการบ้านอยู่แล้ว
(ประโยคนี้เน้นความยิ่งกว่า สมศักดิ์กำลังนอนหลับอยู่เพราะในข้อความนี้ได้เน้นให้เห็นว่า สมศรีได้ลงมือทำการบ้านแล้ว แต่ยังทำการบ้านไม่เสร็จ ซึ่งเป็นการบอกเหตุการณ์ให้รู้ว่าการกระทำได้เริ่มเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่เสร็จ)
บอกอดีต ได้แก่ ได้ ได้....แล้ว เช่น
สมศรีได้รับจดหมาย
(บอกให้รู้ว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา สมศรีได้รับจดหมาย)
สมศรีได้พบคุณพ่อแล้ว
(บอกให้รู้ว่าการพบคุณพ่อของสมศรีได้ผ่านพ้นไปและเสร็จสิ้นลง เรียบร้อยแล้ว)

บอกอนาคต ได้แก่ จะ กำลังจะ....อยู่ กำลัง....อยู่แล้ว เช่น
ใครจะไปใครจะมา
(บอกเวลาล่วงหน้า เหตุยังไม่เกิด)
หล่อนกำลังจะเปิดวิทยุฟังเพลง
สมศรีกำลังจะกินอาหารอยู่เดี๋ยวนี้แหละ
คุณแม่กับคุณพ่อกำลังจะไปตลาดอยู่แล้ว

ความแตกต่างและความคล้ายคลึงของ tense ในภาษาอังกฤษและภาษาไทยในแง่รูปคำและหน้าที่


Tense ในภาษาอังกฤษ
Tense ในภาษาไทย
รูปคำ
- เปลี่ยนรูปคำกริยา เช่น go went gone
- ไม่เปลี่ยนรูปกริยา
- เติมปัจจัย ed เช่น walk walked walked
- มีการเติมกริยาช่วย เช่น กำลัง กำลังจะ แล้ว
- มีหรือไม่มีคำบอกกาล/เวลา กำกับ
- มีหรือไม่มีคำบอกกาล/เวลา กำกับ
หน้าที่
- บอกความหมายของกาลเวลาต่าง ๆ กัน ตาม tense ที่ต่างกัน
- ไม่ให้ความสำคัญกับกาล/เวลาที่ต่างกัน
- รู้กาลเวลาโดยเดาจากปริบท หรือจากคำกำกับเวลา (ถ้ามี)



วิธีแปล
ผู้แปลควรอ่านประโยคภาษาอังกฤษเพื่อทำความเข้าใจความหมายของ tense ในแง่ของกาล/เวลา ดูว่าประโยคนั้นใช้ tense อะไร แล้วจึงแปลถ่ายทอดเป็นภาษาไทยให้ตรงกับลักษณะกาล/เวลา ที่นิยมใช้ในภาษาไทย โดยอาจจะเติมคำเสริมกริยาต่าง ๆ หรือคำบอกเวลาที่เหมาะสมในภาษาไทย เช่น มาตลอด ก่อน แล้ว จะ เพิ่ง เคย เป็นต้น ถ้าในประโยคภาษาอังกฤษนั้นมีกริยาหลายตัวที่อยู่ใน tense เดียวกัน ไม่จำเป็นต้องใส่คำเสริมกริยาไปทุกที่ เพราะจะเป็นการซ้ำซ้อนซึ่งภาษาไทยไม่นิยม ดังตัวอย่างเช่น
เขากำลังจะโทรศัพท์ถึงเพื่อนของเขาและเพื่อนของเขากำลังจะมา
เขาทั้งสองกำลังจะไปทานข้าวนอกบ้านกัน
(ภาษาไทยไม่นิยม)

เช่นเดียวกันเมื่อแปลประโยคหรือข้อความที่เป็นเรื่องเล่า ซึ่งใช้คำกริยาเป็นอดีตกาล
เวลาแปลภาษาไทยไม่นิยมใส่คำบอกกาล ได้ + กริยา อย่างพร่ำเพรื่อ ตัวอย่างเช่น
เขาได้ไปโรงเรียน เขาได้มาถึงโรงเรียนทันเวลา และเขาได้ทำความเคารพครูที่ยืนอยู่หน้าโรงเรียน
(ภาษาไทยไม่นิยม)

ตัวอย่างการแปลประโยคภาษาอังกฤษที่มี tense ต่าง ๆ เป็นภาษาไทย

1. Have you finished your term paper?
ทำรายงานเสร็จแล้วหรือยัง
อธิบาย: แล้ว-ยัง คำบอกเวลาจากอดีตมาจนปัจจุบัน (present perfect tense)
No, but I’ll finish it this evening.
ยังหรอก แต่จะทำให้เสร็จตอนเย็นนี้
อธิบาย: จะ....ตอนเย็นนี้ บอกกาลอนาคตแบบของไทย

2. Did you see a lot of friends at the party?
คุณพบเพื่อนหลายคนไหมที่งานเลี้ยง
อธิบาย: อดีต แต่ไม่จำเป็นต้องใส่คำเสริมบอกอดีต เช่น “ได้” ข้างหน้าคำกริยา
No, I didn’t. When I arrived there, some of them had already left.
ไม่ค่อยพบหรอก พอไปถึงที่งานปรากฏว่าเพื่อนหลายคนกลับไปก่อนแล้ว
อธิบาย: already = ก่อนแล้ว และกริยาในประโยคก็แปลอย่างปกติ

3. Did you enjoy the party last night?
เมื่อคืนงานเลี้ยงสนุกไหม
อธิบาย: แปลคำบอกกาลก็เพียงพอแล้ว last night = เมื่อคืน
Yes, I did. It wasn’t like any other party that I have ever been to.
สนุกซิ ไม่เหมือนกับงานเลี้ยงก่อน ๆ ที่เคยไปเลย
อธิบาย: แปล present perfect จากอดีตจนถึงปัจจุบันโดยใช้คำบอกกาล เคย....เลย

4. When I arrived at the office, the meeting was just beginning
เมื่อฉันไปถึงที่ทำงาน การประชุมกำลังเพิ่งเริ่มพอดี
อธิบาย: เราไม่แปล past tense ของกริยาว่าได้ + v แปลว่า ไปถึง เท่านั้น just
แปลว่า เพิ่ง ใช้คำนี้กับเหตุการณ์ในอดีตก็ได้
continuous tense ในประโยคนี้ แปลตรงกับภาษาไทยว่า กำลัง + v

5. Talking to her wasn’t easy although I had known her for a long time.
(การ) คุยกับเธอนั้นไม่ใช่ของง่าย ทั้ง ๆ ที่ฉันเคยรู้จักเธอมาก่อนแล้ว
อธิบาย: เหตุการณ์ในอดีต ไม่นิยมแปลว่า ได้ + v การแปลเพื่อแสดง past perfect
tense ใช้คำเสริมกริยา เคย...ก่อนแล้ว

6. By the time you read this letter, I will have already left home.
กว่าเธอจะได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ฉันก็คงออกจากบ้านไปแล้ว
อธิบาย: เหตุการณ์ช่วงเวลาหนึ่งในอนาคต สังเกตคำแปล กว่า...จะ คง...แล้ว แล้ว
ใน
ที่นี้แปลว่า ทำอาการนั้นแล้ว ไม่ได้แปลว่า อดีตหรือเวลาที่ล่วงเลยมาแล้ว

7. She explained that the problem of water was solved when she moved to this area ten years ago.
เธอชี้แจงว่าปัญหาเรื่องน้ำแก้ไขไปก่อนที่เธอจะย้ายมาอยู่แถบนี้เมื่อ 10 ปีก่อน
อธิบาย: v. + ed ไม่จำเป็นต้องแปลว่า ได้ + v. เสมอไป ในบางจุดอาจเติม “จะ” เพื่อให้เห็นช่วงเวลาก่อนหลังที่ห่างกัน 2 ช่วง แก้ไขไปก่อน...จะ คำว่า “ก่อน” ที่อยู่ท้ายประโยค แปลจาก ago

8. When I finally knew what was happening, I saw many police inside my house.
ก่อนที่ผมจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ผมก็เห็นตำรวจอยู่เต็มบ้าน
อธิบาย: เพื่อให้เห็นความแตกต่างของเวลา 2 ช่วง ที่ใช้ past tense กับ past
continuous แปลเป็นภาษาไทย โดยใช้คำเสริมกริยา ก่อนจะ

9. She has been standing there, waiting for her son, for more than two hours.
เธอยืนอยู่ที่นั่นมาตลอด คอยลูกชายอยู่เป็นเวลากว่าสองชั่วโมงแล้ว
อธิบาย: present perfect continuous tense แสดงโดยใช้คำเสริมบอกการทอดระยะของ
ช่วงเวลา ....มาตลอด....แล้ว

10. I’ll be seeing him tomorrow at the office.
ผมนัดกับเขาไว้ว่าจะเจอกันพรุ่งนี้ที่ที่ทำงาน
อธิบาย: ประโยคที่ใช้ future continuous tense แสดงว่า มีการตกลงกันไว้แล้ว จะแปลต่างจากประโยคที่ว่า “I’ll see him” ผมจะไปพบเขา ซึ่งใช้ future tense ธรรมดา ที่แสดงถึงอนาคตกาลเท่านั้นเอง

แบบฝึกหัด
I. จงแปลประโยคต่อไปนี้และสังเกตความต่างกันในการเลือกแปล tense

1. My father doesn’t smoke.

2. Sunee usually sits at the back of the class, but today she’s sitting in the front row.

3. I’m feeling tired.

4. You’re forgetting your manners, Sompong.

5. He has been working hard for the last two years.

6. You have drunk three cups of tea since I’ve been sitting here.

7. I think it’s going to rain.

8. As he had nothing to do, he went for a walk.

9. After Dang had taken the medicine, he felt better.

10. By the time the bus arrived, a lot of tourists had gone away to seek shelter for the night.


II. จงแปลประโยคต่อไปนี้และสังเกตความต่างกันในการเลือกแปล tense

1. By the time I get to Phoenix, she’ll be sleeping.

2. Since I’ve been sitting in this room, they have quarrelled with each other for half an hour.

3. My brother usually gets up late, but today he has already gone out.

4. When I last saw the evening paper, it was lying on the sofa.

5. By a week from today, I should have finished all my assignments.

6. The manager will be seeing you tomorrow at his office.

7. When I arrived at the office, my secretary was just beginning to type the report.

8. Please be here by three o’clock in the afternoon.

9. Lately, more and more people are becoming aware of the danger of toxic chemicals.

10. Now that Somsak has met Siree, he seldom thinks of his late wife.

การแปลคำเชื่อมและสรรพนามต่าง ๆ



ปัญหาหนึ่งที่ผู้แปลประสบเมื่ออ่านข้อความที่ติดต่อกันหลายประโยค คือ เกิดความสับสน ไม่ทราบว่าเรื่องราวและใจความเชื่อมโยงกันอย่างไร ส่วนใดเป็นประธาน ส่วนใดเป็นกริยาหลัก และส่วนใดเป็นส่วนขยาย โดยปกติแล้วประโยคที่ยาวและซับซ้อนจะมีคำเชื่อม (connectives) หรือคำโยงความ (discourse markers) ต่าง ๆ เช่น because, though, however เป็นต้น ทำหน้าที่เชื่อมโยงความแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน คำเชื่อมเหล่านี้นอกจากจะทำหน้าที่เชื่อมข้อความตามโครงสร้างแล้วแต่ละคำยังมีความหมายเฉพาะอีกด้วย ซึ่งในการแปลถ้าผู้แปลสามารถจับความหมายของคำเชื่อมเหล่านี้ได้จะทำให้แปลข้อความออกมาได้ถูกต้องชัดเจน คำเชื่อมต่าง ๆแบ่งตามประเภทและหน้าที่ดังต่อไปนี้
Function
Connectives/Discourse Markers
เพื่อยกตัวอย่าง (example)กล่าวซ้ำใจความสำคัญ (restatement)ให้คำอธิบาย (explanation) บอกเหตุ (cause)บอกเหตุบอกผล (cause & effect)เปรียบเทียบในเชิงคล้ายคลึงกัน(comparison) เปรียบเทียบในลักษณะที่แตกต่าง(contrast )บอกวัตถุประสงค์(purpose)บอกความขัดแย้งกัน(concession)บอกเงื่อนไข,ข้อแม้(condition)บอกเวลา(time)บอกความเพิ่มเติม (addition)
for example, take the example of,for instance, another instance of,such as, an example of, as forin other words, that is to sayin fact, as a matter of fact, accordingbecause, since, asfor this reason, because of this,consequently, as a resultsimilarly, likewise, in the same waybut, whereas, however, in contrast, conversely, on the other hand that, so that, in order that, in order toalthough, though, even though,the former......the latter even if, nevertheless, yetif, unless, provided that, oncondition thatwhen, while, since, asmoreover, furthermore, and
วิธีแปล
อ่านข้อความหรือประโยคเพื่อให้เข้าใจความหมายต่าง ๆ ก่อนจะลงมือแปลให้แบ่งข้อความนั้นเป็นตอน ๆ หรือแบ่งประโยคเป็นช่วงสั้น ๆ และวิเคราะห์โครงสร้างของข้อความหรือประโยคว่าส่วนใดเป็นประธาน ส่วนใดเป็นกริยาหลัก กรรมและส่วนขยาย
ตัวอย่าง
As a schoolboy / he chose to take the bus to school / instead of being driven there in the family’s limousine. /Later, he won a King’s Scholarship / to study engineering in the United States, / but halfway through that, / he decided to give it up / and returned to Thailand / to study medicine instead. /

จะสังเกตว่า ข้อความนี้มีคำเชื่อมอยู่ 5 คำด้วยกัน คือ as ที่ทำหน้าที่บอกเวลา but, instead และ instead of ทำหน้าที่บอกความแย้ง และ and ทำหน้าที่บอกความเพิ่มเติม ส่วนเครื่องหมาย / แบ่งช่วงข้อความที่จะแปล

คำแปล
เมื่อเป็นเด็กนักเรียน เขาเลือกที่จะนั่งรถเมล์ไปโรงเรียนแทนที่จะนั่งรถที่บ้านไป ต่อมาเขาได้ทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ยังประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อเรียนไปได้ครึ่งทาง เขาตัดสินใจยกเลิก และกลับมาเมืองไทยเพื่อเรียนแพทย์แทน



ตัวอย่าง
If you want to change the world, change the man in the mirror.
ถ้าเธอต้องการจะเปลี่ยนแปลงโลกละก็ จงเปลี่ยนคนที่คุณเห็นในกระจก

I hear you are enjoying your new job; on the contrary, I think it’s dull.
ฉันได้ยินว่าคุณสนุกกับงานใหม่ของคุณ ตรงกันข้ามทีเดียวฉันคิดว่าน่าเบื่อ

You can add the fluid to the powder or; conversely, the powder to the fluid.
คุณสามารถเติมของเหลวไปในแป้งหรือกลับกันเติมแป้งไปในของเหลวก็ได้



แบบฝึกหัด
I. จงแปลประโยคที่มีคำเชื่อมต่อไปนี้ให้เหมาะสมกับเนื้อความในปริบท

1. The rector was quite upset with the students’ conduct. Many faculty members were similarly annoyed.
2. She preferred touring the city whereas he preferred going out to the country.
3.Though I have full confidence in John, I hesitate to put him in charge.
4. We’ll have enough drinks provided that no unexpected friends drop in.
5. The student studied very hard, yet he failed the course.
6. Since Jane can’t answer the question, perhaps we’d better ask someone else.
7. The life of Mahatma Gandhi is an example of what a man of character can do.
8. According to Dr. Smith, the cause of Tom’s death was drowning.
9. He was so lovesick that he was not able to eat or sleep.
10.I will accompany you unless the situation changes.

II. จงแปลอนุเฉทต่อไปนี้ และแปลคำเชื่อมโยงความให้เหมาะสม

1. Buddhists have various ways of showing their faith in the Lord Buddha. For this reason, many people gather in order to present flowers to the monks at Wat Phra Buddhabat on Buddhist Lent.

2. Since boats were an important means of transportation in Thailand in the old days, each locality invented different kinds of boat, such as the Sampan, the ‘Khem,’ the Rowing boat, etc. Nowadays, boats are rarely seen because of a change in transportation from water travel to road travel.

การแปลคำสรรพนาม
สรรพนามเหล่านี้ คือ สรรพนามที่ไม่เจาะจง หรือ Indefinite pronouns เช่น one, some, someone, somebody, everyone, everybody, other, others, another เป็นต้น ผู้แปลจะพบว่าสรรพนามเหล่านี้มักจะก่อปัญหาเสมอในการแปล เพราะว่าสรรพนามเหล่านี้ ไม่มีความหมายตายตัวให้จดจำได้ ความหมายของคำสรรพนามเหล่านี้ขึ้นอยู่กับปริบท
นอกจากนี้คำจำพวก Relative pronouns เช่น who, what, where, which ก็เช่นกัน ผู้แปลควรระวังว่า คำเหล่านี้ไม่ใช่คำถาม (question words) และไม่ควรแปลออกมาในลักษณะคำถามเสมอไป
วิธีแปล
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า สรรพนามที่ไม่เจาะจงและคำสรรพนามจำพวก Relative pronouns ไม่มีความหมายตายตัว แต่ความหมายจะขึ้นอยู่กับปริบท ดังนั้น เมื่อจะแปลจึงต้องพิจารณาปริบทและแปลคำสรรพนามเหล่านี้ไปตามปริบทโดยปรับเปลี่ยนความหมายไปตามข้อความใกล้เคียง

ตัวอย่างการแปลสรรพนามไม่เจาะจง (Indefinite pronouns)

1. Treat others as you treat yourself.
จงปฏิบัติต่อผู้อื่น เหมือนกับที่คุณปฏิบัติต่อตนเอง
2. Sometimes when life is troublesome, you need comfort from one who loves you.
บางครั้งเมื่อชีวิตลำบากเดือดร้อน คุณต้องการการปลอบโยนจากใครสักคนที่รักคุณ
3. Whoever comes first is the one who will receive the prize.
ใครก็ตามที่มาถึงเป็นคนแรกจะเป็นผู้ที่ได้รับรางวัล
4. One has my hand, the other has my heart.
คนหนึ่งเป็นพันธะอีกคนหนึ่งเป็นดวงใจ

จะสังเกตว่า คำสรรพนาม one, others และ the other ในประโยคตัวอย่างนี้จะแปลแตกต่างกันออกไปตามปริบท

ตัวอย่างการแปล Relative pronouns

1. What I appreciate most in your country is the easy-going character of the people.
สิ่งที่ผมชื่นชมมากที่สุดในบ้านเมืองของคุณ คือ บุคลิกง่าย ๆ ตามสบายของผู้คน
2. What you have written is not suitable for publication.
สิ่งที่คุณเขียนไม่เหมาะที่จะตีพิมพ์
3. A person who is selfish will have no friend.
คนที่เห็นแก่ตัวจะไม่มีเพื่อน

จะสังเกตว่าคำสรรพนามเหล่านี้แม้จะมีรูปเหมือนคำถาม what (อะไร) who (ใคร) แต่เวลาแปลก็ไม่ได้แปลออกมาแบบคำถาม


แบบฝึกหัด
I.จงแปลประโยคที่มี Indefinite pronouns และ Relative pronouns ต่อไปนี้ให้เป็นประโยคภาษาไทยที่เหมาะสม

1. May I have some more paper?
Take some of mine.
2. One of these days, you will know.
3. There’s somebody at the door.
4. You’re absolutely sure nothing was missing?
5. I didn’t hear what he said because there was too much noise where I was sitting.
6. The principal and the parents probably do not blame anyone for the accident.
7. If one does not work hard, one cannot expect to succeed.
8. Since nobody is perfect, nobody should speak ill of anybody.
9. What I can’t stand is a young girl acting older than her age.
10. Thanee has been looking for someone to love, but he has not found anyone.

II. จงแปลประโยคที่มี Indefinite pronouns และ Relative pronouns ต่อไปนี้ให้เป็นประโยคภาษาไทยที่เหมาะสม

1. Another popular hobby, especially among the elderly, is to keep pets.
2. Suda did not know what to say to those children.
3. A person who feels happy will look happy too.
4. Naturally, one wanted only the best for one’s children.
5. Everything looks impossible to people who never try anything.
6. As far as I know, nothing serious ever happens.
7. Peace is not God’s gift to his creatures. It is our gift to each other.
8. In his books, Stephen Hawking tells us why we are what we are.
9. The world would be a better place if everybody wanted to make peace.
10. In the old days, promotions were given to people who always agreed with their bosses


บทที่ 7 การแปลคำเชื่อมและสรรพนามต่าง ๆ



การแปลประโยคที่ขึ้นต้นด้วยสรรพนาม “it”
ในภาษาไทยเรามักจะแปล “it” ว่า “มัน” ในกรณีที่เราหมายถึงสัตว์หรือเด็กเล็ก ๆ เช่น
My cat is in the mat. It has blue eyes.
แมวฉันนั่งอยู่บนเสื่อ มันมีนัยน์ตาสีฟ้า

แต่เราจะไม่นิยมแปล “it” ว่า “มัน” พร่ำเพรื่อเพราะจะฟังดูไม่เป็นภาษาไทย การละสรรพนามไว้ในฐานที่เข้าใจเป็นลักษณะหนึ่งของภาษาไทย ดังตัวอย่างเช่น
My car is an old car. It runs very slowly.
รถของฉันเก่า วิ่งช้า (แปลโดยละสรรพนาม)
คำสรรพนาม “it” ที่ก่อให้เปิดปัญหาในการแปลนี้ เป็น Impersonal pronoun ที่ ไม่ได้แทนคนหรือสัตว์ ขอให้สังเกตการแปลประโยคที่ขึ้นต้นด้วย Impersonal pronoun “it” ดังต่อไปนี้
It was afternoon…
ในตอนบ่าย
It was evening…
ค่ำแล้ว
Oh! It’s beautiful.
แหม! สวยจังเลย

การแปลคำเชื่อมและสรรพนามต่าง ๆ


วิธีแปล
ผู้แปลจะเห็นได้ว่าประโยคที่มีใจความเกี่ยวกับเวลาก็ดี แสดงอารมณ์ความ รู้สึกก็ดี หรือบอกราคาก็ดี มักจะขึ้นต้นประโยคด้วยประธานที่ไร้ความหมาย (dummy subject) “it”
ในประโยคลักษณะนี้เราไม่นิยมแปลสรรพนาม “it” ว่า “มัน” หลักในการแปลประโยคที่ขึ้นต้นด้วย “it” คือ ไม่ต้องแปล “it” ให้แปลประโยคไปเลย ดังตัวอย่างต่อไปนี้
It’s just that I don’t want to lose you this way.
เพียงแต่ว่าฉันไม่อยากจะสูญเสียเธอไปแบบนี้
It’s impossible to get there, it’s just that it’s rather late to start now.
จะไปที่นั่นก็ย่อมได้ เพียงแต่ว่าค่อนข้างดึกไปหน่อยที่จะออกเดินทางตอนนี้
It was simply you that I was dreaming of.
มีเพียงคุณเท่านั้นที่ฉันฝันหา
It is very expensive; it costs almost 700 baht per kilo.
แพงมาก กิโลละเกือบ 700 บาท


แบบฝึกหัด
I. จงแปลประโยคซึ่งมีสรรพนามให้ได้ใจความ
1. It was a long hot summer.
2. It’s fourteen years since I saw him.
3. It costs me only 20 baht.
4. It is easier to talk about a problem than it is to solve it.
5. How long is it since you had a raise in salary?
6. It is unlikely that the results of the elections will be made public before tomorrow morning.
7. It would have been a perfect paper except for one misspelled word.
8. It has been raining every day. The rivers have overflowed their banks.
9. It is a well-known fact that deforestation will cause soil erosion and flooding.
10. It is extremely important for an engineer to know how to use a computer.

II. จงแปลประโยคซึ่งมีสรรพนามให้ได้ใจความ
1. It may be concluded that at least sixteen schools have adopted these plans.
2. It is very cold in the hills of northern Thailand.
3. Take it easy and everything will be all right.
4. It’s hot today. What’s the temperature?
5. It was said that he was jealous of her.
6. It was annoying not being able to remember his address.
7. It is not necessary to be rich to be happy.
8. It was suspected that our computer program had a virus.
9. I think it’s a good idea to go swimming.
10. It looks gloomy when all the trees are leafless.







การแปลคำศัพท์ที่มีความหมายหลายนัย


ถ้าเปิดพจนานุกรมภาษาอังกฤษดูจะพบว่าคำศัพท์ส่วนใหญ่จะมีหลายความหมาย หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าคำศัพท์แต่ละคำอาจมีความหมายได้หลายนัย โดยความหมายจะแตกต่างกันไปตามปริบท ด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้เกิดปัญหาในการแปล ถ้าผู้แปลไม่พิจารณาดูปริบทให้ดีก็อาจเกิดการแปลผิดพลาดขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น

1. The photos of our holiday in Hua Hin haven’t been developed yet.
มีผู้แปลว่า: รูปถ่ายตอนไปเที่ยวหัวหินของเรายังไม่เปลี่ยนแปลงเลย
ควรแปลว่า: รูปถ่ายตอนไปเที่ยวหัวหินของเรายังไม่ได้เอาไปล้างเลย
จากตัวอย่างข้างบนจะเห็นว่าผู้แปลไม่เข้าใจนัยความหมายอื่น ๆ ของศัพท์
คำว่า “develop” แปลไปตามความเคยชินว่า พัฒนา เปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ได้พิจารณา
ปริบทให้ดีว่าเกี่ยวกับเรื่องของการถ่ายรูป ดังนั้น “develop” จึงควรแปลว่า ล้างรูป
2. She lost her will to live after her close friend’s death.
มีผู้แปลว่า: เธอทำพินัยกรรมหายหลังจากเพื่อนสนิทตาย
ควรแปลว่า: เธอหมดหวังที่จะมีชีวิตอยู่หลังจากที่เพื่อนสนิทของเธอเสียชีวิต
ประโยคนี้ผู้แปลแปลผิดเพราะไปฝังใจว่า will ซึ่งเป็นคำนามแปลว่า พินัย-กรรม แต่ความจริงความหมายอื่นของ will คือ ความมุ่งมั่น หรือ ความตั้งใจ ดังเช่นในปริบทนี้
วิธีแปล
ดังได้กล่าวมาแล้วว่า คำศัพท์แต่ละคำมีความหมายได้หลายนัย ดังนั้น ผู้แปลควรพิจารณาดูเนื้อความหรือปริบทของประโยคหรือข้อความที่จะแปลอย่างรอบคอบระมัดระวัง อย่าไปยึดติดอยู่กับความคุ้นเคยและแปลไปอย่างที่เคยแปลซึ่งจะทำให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาได้ เมื่อใดก็ตามที่เกิดความไม่แน่ใจในเรื่องความหมายก็ขอให้ผู้แปลตรวจสอบจากพจนานุกรมทุกครั้งไป เพราะคำที่มีปัญหาแปลออกมาแล้วความหมายดูแปลก ๆ อาจจะเป็นคำศัพท์ที่มีความหมายหลายนัยได้

ตัวอย่างคำศัพท์ที่มีความหมายหลายนัย
1. blue (adj.)
1.1 เศร้า / เสียใจ
I always feel blue when the sun sets.
ฉันมักจะรู้สึกเศร้าเมื่อยามพระอาทิตย์ตก
1.2 เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ
Some say Thai jokes are a bit blue.
บางคนกล่าวว่าเรื่องตลกแบบไทย ๆ มักจะเกี่ยวกับเรื่องเพศ
1.3 ดนตรีประเภทหนึ่ง (noun - เป็นรูปพหูพจน์เสมอ)
I like the blues.
ฉันชอบเพลงบลู
1.4 อย่างไม่คาดฝัน (สำนวน out of the blue)
He arrived completely out of the blue.
เขามาโดย (ที่เรา) ไม่คาดฝันเลย

2. body (n.)
2.1 ส่วนลำตัว / ตัวถังของเรือบิน / รถยนต์
The Boeing 747 has a wide body.
เครื่องบินโบอิง 747 มีลำตัวกว้าง
2.2 ซากศพ
Several bodies from the wrecked ship were washed ashore.
ซากศพหลายศพจากเรือแตกถูกพัดมาเกยฝั่ง
2.3 เนื้อหาส่วนที่สำคัญ
A piece of news has a lead and a body.
ข่าวชิ้นหนึ่งประกอบด้วยบทนำข่าวกับเนื้อข่าว
1.4 ร่างกาย
We wear clothes to keep our bodies warm.
เขาสวมใส่เสื้อผ้าเพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น

3. confidence (n.)
3.1 ความเชื่อมั่นในความสามารถ
He lacks confidence in himself when he appears in public.
เขาขาดความเชื่อมั่นในตนเองเมื่อปรากฎตัวในที่สาธารณะ
3.2 ความศรัทธา ความไว้วางใจ ความไว้ใจในคนอื่นหรือสิ่งอื่น
They have no confidence in the computer system.
เขาไม่มีความไว้วางใจระบบคอมพิวเตอร์
3.3 ความลับ
The girl exchanged confidences about their boyfriends.
เด็กผู้หญิงแลกความลับเรื่องแฟน ๆ ของเธอ
3.4 บอกความลับ
He took her into his confidence and told her the whole truth.
เขาบอกความลับและความจริงทั้งหมดให้เธอทราบ

4. critical (adj.)
4.1 สำคัญมาก
This was a critical moment in his career.
ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากในอาชีพของเขา
4.2 สาหัส / อันตราย
He was taken to hospital because his condition was critical.
เขาถูกนำส่งโรงพยาบาลเพราะอาการสาหัส
4.3 แสดงความคิดเห็นอย่างรุนแรง
He was highly critical of the government’s policy.
เขาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลอย่างรุนแรง

5. deliver (v.)
5.1 ส่ง
The postman delivers letters everyday.
บุรุษไปรษณีย์ส่งจดหมายทุกวัน
5.2 บรรยาย / ปราศรัย
He delivered an interesting lecture on Thai history at the seminar.
เขาบรรยายเรื่องประวัติศาสตร์ไทยในสัมมนา
5.3 ช่วยทำคลอด
The co-pilot and the steward delivered a baby girl in mid-flight.
ผู้ช่วยกัปตันและพนักงานต้อนรับชายช่วยทำคลอดทารกเพศหญิงในระหว่าง
เที่ยวบิน

6. a. fair (adj.)
6.1 ยุติธรรม
You must be fair to both sides.
คุณต้องยุติธรรมต่อทั้งสองฝ่าย
6.2 ดีพอใช้
His knowledge of English language is fair.
ความรู้ภาษาอังกฤษของเขาพอใช้ได้
6.3 ผิวขาว/ผิวสีอ่อน
Unprotected fair skin gets sunburned quickly.
ผิวขาวที่ไม่ได้ปกป้องถูกแดดเผาง่าย
b. fair (n.)
6.4 การแสดงสินค้า
I bought many books at the Chula book fair.
ฉันซื้อหนังสือหลายเล่มจากงานหนังสือจุฬาฯ
6.5 งานออกร้าน
The Thai Red Cross fair is usually held in January.
งานกาชาดมักจะจัดในเดือนมกราคม

7. figure (n.)
7.1 ตัวเลข
Her income is in six figures.
รายได้ของเธอเป็นตัวเลขหกหลัก
7.2 จำนวน
According to the research, there are high unemployment figures.
จากผลการวิจัย มีจำนวนคนตกงานสูง
7.3 รูปร่าง
She is doing exercises to improve her figure.
เธอออกกำลังกายเพื่อทำให้รูปร่างดีขึ้น
7.4 บุคคลสำคัญในแขนงใดแขนงหนึ่ง
The late President Yitzak Rabin was one of the leading political figures of
this country.
อดีตประธานาธิบดี ยิทซัค ราบิน ผู้ล่วงลับเป็นบุคคลสำคัญทางการเมือง คนหนึ่งในประเทศนี้

8. host (n.)
8.1 เจ้าภาพ
Since his father was still abroad, he acted as host at the dinner party.
เพราะว่าพ่อของเขายังอยู่ต่างประเทศ เขาก็เลยต้องเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารเย็น
8.2 พิธีกรรายการวิทยุ, โทรทัศน์
Jack is a famous talk show host.
แจ็คเป็นพิธีกรรายการพูดที่มีชื่อเสียง
8.3 ประเทศเจ้าภาพ
Thailand was the host country for the World Bank meeting in 1991.
ประเทศไทยเป็นประเทศเจ้าภาพในการประชุมธนาคารโลกในปี ค.ศ. 1991

9. ill (adj.)
9.1 ป่วย
David was ill when he returned from upcountry.
เดวิดป่วยเมื่อเขากลับมาจากต่างจังหวัด
เมื่อใช้ในความหมายอื่นๆ นอกจากป่วย
9.2 There’s a lot of ill feeling (= jealousy, anger, etc.) about her being promoted.
มีการอิจฉาริษยาเกี่ยวกับเรื่องที่เธอได้เลื่อนตำแหน่ง
9.3 If a black cat crosses your path, it’s considered ill omen.
ถ้าแมวดำวิ่งตัดหน้าไปถือว่าเป็นลางร้าย (โชคร้าย)

10. man (n.)
10.1 คน (ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย)
Any man could do that.
ใคร ๆ ก็ทำได้
1.2 มนุษย์ / มนุษยชาติ
Man is mortal.
มนุษย์ไม่เป็นอมตะ (มนุษย์ทุกคนต้องตาย)
1.3 ผู้ชาย
She behaves like a man.
เธอประพฤติตัวราวกับผู้ชาย
1.4 สามี
They are man and wife.
เขาเป็นสามีภรรยากัน

11. operation (n.)
11.1 ปฏิบัติการ
U.S. soldiers performed important military operations in Bosnia.
ทหารสหรัฐฯ ปฏิบัติการทางทหารครั้งสำคัญที่บอสเนีย
11.2 การผ่าตัด
The surgeon is performing a minor operation on her hand.
ศัลยแพทย์กำลังผ่าตัดเล็กที่มือของเธอ
11.3 สำนวน in (into) operation หมายถึง กำลังดำเนินการ หรือ กำลังใช้
When does the new traffic law come into operation?
เมื่อไหร่กฎหมายจราจรจะออกใช้

12. to run (v.)
12.1 รับผิดชอบ / ดูแล / จัดการ
She runs the household.
เธอดูแลบ้าน
12.2 เลื้อย
The vine runs over the porch.
เถาองุ่นเลื้อยไปตามระเบียง
12.3 กำลังทำงาน
The engine is running.
เครื่องจักรกำลังทำงาน
12.4 ไหล
Tears were running his face.
น้ำตาไหลอาบหน้าเขา
12.5 สี (ตก) ของเหลว (ละลาย) เพราะความร้อนหรือน้ำ
If a dye is nonfast, the colour will run when the material is washed.
ถ้าสีย้อมไม่ติด เมื่อนำไปซักสีก็จะตก

13. sentence (n.)
13.1 ประโยค
The structure of this sentence is awkward.
โครงสร้างของประโยคนี้พิกล
13.2 การตัดสินลงโทษ
The sentence was three years in prison and a fine of 100,000 baht.
การตัดสินลงโทษ คือ จำคุก 3 ปี และปรับเป็นเงิน 1 แสนบาท

14. subject (n.)
14.1 หัวข้อ
He tried to change the subject of the conversation from politics to sport.
เขาพยายามเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาจากเรื่องการเมืองเป็นกีฬา
14.2 วิชา
Chemistry is my favorite subject
เคมีเป็นวิชาที่ฉันชอบมาก
14.3 พลเมืองของประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
He denied that he is a British subject.
เขาปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นพลเมืองอังกฤษ

15. table (n.)
15.1 ตาราง
The figures in the table show the decrease in this year’s profits.
ตัวเลขในตารางแสดงให้เห็นผลกำไรที่ลดลง
15.2 สารบัญ
The table of contents shows the different parts into which the book is divided.
สารบัญจะแสดงถึงส่วนต่าง ๆ ตามที่หนังสือแบ่งไว้
15.3 สำนวน under the table (of money) เงินสินบน เงินใต้โต๊ะ
They offered me one million under the table if I would vote against the government’s plans.
เขาติดสินบนฉันเป็นจำนวนเงิน 1 ล้านบาท ถ้าฉันออกเสียงคัดค้านแผนการของรัฐบาล

timetable (n.) = ตารางเวลาเข้า/ออก ของรถ/รถไฟ/เครื่องบิน (British English)
= ตารางสอน (American English)


แบบฝึกหัด

I. จงแปลประโยคต่อไปนี้ให้ได้ใจความ

1. The death sentence has been abolished in many countries and replaced by a life sentence.

2. Many countries have joined in the famine relief operation in Africa.

3. She underwent a major heart operation.

4. His Majesty the King always cares for his subjects.

5. She wrote a book on the subject of cooking.

6. My sister is forty now, but she has kept her figure.

7. Please write the number both in words and in figures.

8. We exchanged confidences and I promised to keep each other’s secrets forever.

9. He had no confidence in anyone around him.

10. Will you deliver these goods for me at home?

11. President Clinton delivered an emotional speech at the funeral of the late
President Rabin.

12. The baby had to be delivered by caesarian operation.

13. She felt blue after giving birth to the baby.

14. His illness is rather critical.

15. She was fair and blue-eyed.


II. จงแปลประโยคต่อไปนี้ให้ได้ใจความ

1. Look for the information in the table of contents.

2. Drinks were being prepared by the host.

3. His host country had supplied him with a place to live for a week.

4. She said she did not want to go out with a man who had such ill manners.

5. Somsri has been ill for a couple of days.

6. There’s a lot of ill feeling between father and son.

7. The sewing machine won’t run properly.

8. The tears ran down her cheeks.

9. If you have a bad cold, your nose runs.

10. He hopes his son will run the business successfully.

11. All men must die.

12. Nelson’s body was brought back to England for burial.

13. The bodies of most animals are covered with hair or fur.

14. Man is said to be able to live without food for seven days.

15. Men are weak, but men are also strong.

บทที่ 8 การแปลคำศัพท์ที่รูปเขียนมักทำให้เข้าใจความหมายผิด



ในภาษาอังกฤษมีคำศัพท์หลายตัวที่รูปเขียนมักทำให้เข้าใจความหมายผิดและทำให้แปลผิด คำศัพท์เหล่านี้จะมีลักษณะดังต่อไปนี้
- ตัวสะกดคล้ายคลึงกับตัวสะกดของคำที่รู้จักความหมายกันดี เช่น คำว่า militant (adj.) หัวรุนแรง มีตัวสะกดคล้ายกับคำว่า military (n.) กองทัพ จึงอาจทำให้ผู้แปลบางคนสรุปเอาว่า militant มีความหมายคล้ายกับคำว่า military
- ตัวสะกดของคำศัพท์บางคำใกล้เคียงกันมากจนทำให้ผู้แปลสับสน เช่น คำว่า stationary (adj.) คงที่ อยู่กับที่ กับ stationery (n.) เครื่องเขียน
- ตัวสะกดของคำศัพท์บางคำคล้ายกับคำศัพท์ที่เติมวิภัติ (suffix) เช่น คำว่า hardly (adv.) ไม่ใคร่จะ กับ hard (adj.) หนัก, (adv.) อย่างหนัก ผู้แปลอาจเข้าใจว่า hardly มาจาก hard ที่แปลว่า หนัก เติม ly จึงอาจแปลผิดได้

คำศัพท์ใน 3 ลักษณะ ที่กล่าวมานี้เป็นปัญหามากสำหรับผู้แปล มักทำให้ผู้แปลเข้าใจ ความหมายผิดและแปลผิด
วิธีแปล
ผู้แปลควรพิจารณาประโยคหรือข้อความที่จะแปล และพิจารณาความหมายของ คำศัพท์ตามปริบทอย่างรอบคอบ และเช่นกันกับการแปลคำศัพท์ที่มีความหมายหลายนัย เมื่อเกิดความไม่แน่ใจในเรื่องความหมายก็ควรตรวจสอบจากพจนานุกรมเพื่อจะไม่เกิดความผิดพลาดในการแปล

ตัวอย่างคำศัพท์ที่รูปเขียนมักทำให้เข้าใจความหมายผิด

1. alone (adj.) ตามลำพัง
He stays alone but he is not lonely.
เขาอยู่ตามลำพังแต่เขาก็ไม่รู้สึกว้าเหว่เลย

2. beside (prep.) ข้าง ๆ
There is a small table beside the bed.
มีโต๊ะเล็ก ๆ อยู่ข้างเตียง

3. hardly (adv.) แทบจะไม่
Her bedroom was so small that we could hardly move around in it.
ห้องนอนของเธอเล็กมากจนกระทั่งเราแทบจะเข้าไปข้างในไม่ได้

4. helpless (adj.) ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้
A small baby is helpless.
เด็กเล็ก ๆ ไม่สามารถช่วยตัวเองได้

5. industrious (adj.) ขยันขันแข็ง
Somsri was such an industrious student that she received a four-year scholarship to college.
สมศรีเป็นนักศึกษาที่ขยันขันแข็งมากจนได้รับทุนเล่าเรียนสี่ปีในมหาวิทยาลัย

6. intelligible (adj.) ชัดเจน / เข้าใจ
Her explanation was so confused that it was barely intelligible.
คำอธิบายของเธอยุ่งยากสับสนจนแทบจะไม่เข้าใจ

7. lately (adv.) เมื่อเร็ว ๆ นี้
The traffic problem in Bangkok has been ignored until very lately.
ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ถูกละเลยมาตลอดจนกระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้

8. liquidated (adj.) กำจัด / ยกเลิก
The government announced that two private banks were to be liquidated.
รัฐบาลแถลงว่าธนาคารเอกชนสองแห่งจะต้องถูกยกเลิกไป

9. militant (adj.) หัวรุนแรง / ชอบใช้กำลัง
militant (n.) บุคคลที่หัวรุนแรงหรือชอบใช้กำลัง
The militant farmers rallied in front of Government House.
ชาวนาหัวรุนแรงเดินขบวนไปหน้าทำเนียบรัฐบาล

10. matchless (adj.) ไม่มีที่เปรียบ
The onlookers were stunned by her matchless beauty.
ผู้ชมตกตะลึงกับความงามอันไม่มีที่เปรียบของเธอ

11. namely (adv.) ได้แก่
At first, there are five countries in Asean, namely, Malaysia, Singapore, the
Philippines, Indonesia and Thailand.
เริ่มแรกมีห้าประเทศในอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย
และประเทศไทย

12. nearly (adv.) เกือบ
When the traffic was bad, it took me nearly two hours to get to the university.
เมื่อการการจราจรเลวร้าย ฉันใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงเพื่อจะไปมหาวิทยาลัย

13. priceless (adj.) มีค่าจนประมาณ (ราคา) ไม่ได้
He owned a priceless collection of paintings.
เขาเป็นเจ้าของภาพวาดจำนวนมากที่มีค่าจนประมาณราคาไม่ได้

14. regardless (adv.) ไม่ว่าอะไรก็ตาม / ถึงอย่างนั้นก็ตาม
He knew that it was risky, but he went on regardless.
เขาทราบดีว่าเสี่ยงแต่ถึงอย่างนั้นก็ตามเขาก็ยังเดินหน้าต่อไป

15. successive (adj.) เกิดขึ้นเป็นเวลาติดต่อกันโดยไม่หยุด
The snowstorm happened on two successive days.
พายุหิมะเกิดขึ้นสองวันติดต่อกัน

คำศัพท์ที่ตัวสะกดใกล้เคียงกัน
1. abroad กับ aboard
abroad (adv.) อยู่ / ไปต่างประเทศ
aboard (adv.) ขึ้น (บน) เรือ / รถ / เครื่องบิน
I’ve never lived abroad before.
ฉันไม่เคยไปอยู่ต่างประเทศมาก่อน
The boat swayed as he stepped aboard.
เรือเอียงเมื่อเขาก้าวขึ้นบนเรือ

2. affect กับ effect
affect (v.) ทำให้เปลี่ยนแปลง / มีอิทธิพลต่อ
effect (n.) ผลกระทบ
effect (v.) มี / ก่อให้เกิดผลกระทบ
The doctors wanted to see how the medication would affect the patient.
หมอต้องการดูว่ายาทำให้คนไข้มีอาการเปลี่ยนไปอย่างไร

Decreasing taxes will have an adverse effect on the future of the government.
การลดภาษีจะมีผลกระทบต่ออนาคตของรัฐบาล
Deng’s free market policies have effected a number of changes in rural China.
นโยบายการค้าเสรีของ เติ้ง เสี่ยวผิง มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงมากมายในชนบทของ
เมืองจีน
1. compliment กับ complement
compliment (n.) คำยกย่อง/ชมเชย/เยินยอ/ความเคารพ/ของอภินันทนาการ
complement (n.) ส่วนประกอบ
His boss was pleased with his compliment. (n.)
เจ้านายพอใจในคำเยินยอของขา
He complimented his boss on his success. (v.)
เขายกย่องในความสำเร็จของเจ้านาย
A fine wine is a complement to a good meal. (n.)
ไวน์รสเลิศเป็นส่วนประกอบของอาหารที่เลิศรส
The wine complements the cheese perfectly. (v.)
ไวน์เมื่อรับประทานกับเนยแข็งจะช่วยทำให้มีรสชาติดีเลิศ

2. considerable กับ considerate
considerable (adj.) จำนวนมาก
considerate (adj.) เกรงใจ/คิดถึงจิตใจของผู้อื่น/ระมัดระวัง/รอบคอบ
He had a considerable amount of money and was quite considerate regarding the welfare of his employees.
เขามีเงินจำนวนมากแต่เขาค่อนข้างจะรอบคอบระมัดระวังเกี่ยวกับเรื่องสวัสดิการอง ลูกจ้าง

3. dairy กับ diary
dairy (n.) ฟาร์มโคนม (เกี่ยวกับ) วัวและนม
diary (n.) สมุดบันทึก
He owns a dairy farm.
เขาเป็นเจ้าของกิจการฟาร์มโคนม
Did you put the date of the meeting in your diary?
คุณจดวันนัดหมายในสมุดบันทึกหรือเปล่า

4. decent กับ descent
decent (adj.) น่าเคารพ / นับถือ
descent (n.) ตกต่ำลง
She is basically a decent woman; her descent into a life of crime was due to the influence of her husband.
โดยปกติแล้วเธอเป็นผู้หญิงที่น่านับถือ การที่ชีวิตเธอตกต่ำไปพัวพันกับอาชญากรรม
เพราะอิทธิพลของสามี

5. dessert กับ desert
dessert (n.) ของหวาน
desert (n.) ทะเลทราย
Date is a kind of fruit that grows in the desert and it is a good dessert.
อินทผาลัมเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่ปลูกในทะเลทรายและเป็นของหวานอย่างดี

6. disinterested กับ uninterested
disinterested (adj.) ไม่ได้เกี่ยวข้อง
uninterested (adj.) ไม่สนใจ
As a disinterested observer, he is not biased.
ในฐานะผู้สังเกตการณ์ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เขาจึงไม่ลำเอียง

He is uninterested in learning anything.
เขาไม่สนใจที่จะเรียนอะไรเลย

7. emigrate กับ immigrate
emigrate (v.) ย้าย / อพยพมา
immigrate (v.) ย้าย / อพยพไป
Kamton emigrated from Laos in 1982 and then immigrated to the United States.
คำต้นอพยพมาจากลาวในปี ค.ศ. 1982 และก็อพยพไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา

8. formerly กับ formally
formerly (adv.) แต่ก่อน
formally (adv.) อย่างเป็นทางการ
Singapore was formerly ruled by Britain.
แต่ก่อนสิงคโปร์ถูกอังกฤษปกครอง
Mr. Smith has formally accepted the job.
นายสมิธรับมอบงานอย่างเป็นทางการ

9. guerrilla กับ gorilla
guerrilla (n.) โจรก่อการร้าย
gorilla (n.) ลิงกอริลลา
A group of guerrillas recently planted many bombs in Peru.
กลุ่มผู้ก่อการร้ายวางระเบิดในเปรูเมื่อเร็ว ๆ นี้
The gorilla is an endangered species.
ลิงกอริลลาเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

10. healthy กับ healthful
healthy (adj.) แข็งแรง / สุขภาพดี
healthful (adj.) ดีต่อสุขภาพ / ทำให้แข็งแรง
He is healthy because his house is high on a mountain, and he always breathes the healthful mountain air.
เขามีสุขภาพดีเพราะบ้านของเขาอยู่สูงบนภูเขาและเขามักจะหายใจอากาศภูเขาซึ่งดีต่อสุขภาพ

11. heroin กับ heroine
heroin (n.) สารเสพติด (เฮโรอีน)
heroine (n.) นางเอก
In this film, the heroine used to be a heroin addict.
ในภาพยนตร์เรื่องนี้ นางเอกเคยเป็นผู้ติดยาเสพติด

12. imaginary กับ imaginative
imaginary (adj.) สมมติ
imaginative (adv.) มีจินตนาการ
An imaginative writer writes a novel in which all the characters are imaginary.
นักเขียนที่ช่างจินตนาการเขียนนวนิยายที่เต็มไปด้วยตัวละครที่สมมติขึ้นมา

13. personnel กับ personal
personnel (uncount. n.) แผนกบุคคล / บุคลากร
personal (adj.) เป็นส่วนตัว
He had a personal problem with the manager of the personnel department.
เขามีปัญหาส่วนตัวกับผู้จัดการแผนกบุคคล

14. principal กับ principle
principal (n.) ครูใหญ่
principle (n.) กฎเกณฑ์ / หลักเกณฑ์
The principal achieved his high position by adhering to the principles of honesty,
fairness and hard work.
ครูใหญ่ได้รับตำแหน่งโดยยึดมั่นในหลักการณ์แห่งความซื่อสัตย์ ยุติธรรม และทำงานหนัก

15. sample กับ example
sample (n.) ตัวอย่าง (สินค้า / ผลิตภัณฑ์ / การทดลอง)
example (n.) ตัวอย่าง (ของความคิดเห็นเพื่อพิสูจน์ให้เห็นความจริง)
They took several samples of the soil near Korat; for example, they took some from See Kew and Kornburi.
พวกเขาได้ตัวอย่างดินหลายแห่งใกล้ ๆ โคราช ตัวอย่างเช่น ดินจากสีคิ้ว และคอนบุรี

16. sensitive กับ sensible
sensitive (adj.) (อารมณ์) อ่อนไหว / เปราะบาง
sensible (adj.) มีเหตุผล / มีสามัญสำนึก
Surely it would be sensible to get a second opinion.
แน่นอนย่อมมีเหตุมีผลที่จะฟังความเห็นที่สอง
Don’t be so sensitive; I wasn’t criticizing you!
อย่าอ่อนไหวนักเลย ฉันไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์คุณสักหน่อย

17. special กับ especially
special (adj.) พิเศษ / เฉพาะ
especially (adv.) โดยเฉพาะ
She especially was moved when she saw her little daughter’s special per-formance in the play.
เธอตื้นตันใจโดยเฉพาะเมื่อชมการแสดงพิเศษของลูกสาวในละคร

18. stationary กับ stationery
stationary (adj.) คงที่ / อยู่กับที่
stationery (n.) เครื่องเขียน (กระดาษ / ปากกา / ดินสอ)
House prices have been stationary for several months.
ราคาบ้านคงที่อยู่เป็นเวลาหลายเดือนแล้ว
Please write your comment on hotel stationery.
โปรดเขียนคำวิจารณ์ของคุณลงในกระดาษจดหมายของโรงแรม





แบบฝึกหัด
I. จงแปลคำศัพท์เหล่านี้ให้ถูกต้อง สละสลวย

1. Lately, I have been lecturing to five hundred businessmen.

2. The union members were in a militant mood.

3. I can hardly wait to hear the news from her.

4. He formerly worked as a government official, but now he is a businessman.

5. He is one of my most industrious students.

6. The bus was nearly full when it arrived downtown.

7. Don’t you know that good health is priceless?

8. Smoking cigarettes is not a healthful habit.

9. The company’s main problem is the shortage of skilled personnel.

10. She knew that the dress was too expensive, but she bought it regardless.

II. จงแปลคำศัพท์เหล่านี้ให้ถูกต้องสละสลวย
1. Thongchai was showered with compliments on his excellent performance.

2. They looked for a disinterested person to act as referee. When they found someone, he was uninterested in the job.

3. The characters in the movie Star Wars are imaginary.

4. He won the gold medal on two successive occasions.

5. I felt helpless trying to understand the tourists’ request because I could not speak their language.

6. His integrity is matchless.

7. The company was liquidated and its assets were sold to repay its debts.

8. Only one person can do this job, namely your brother.

9. Many Chinese plan to emigrate from Hong Kong before itis returned to China.

10. A stationary target is easy to aim at.

11. The disease primarily affected Jane’s lungs.

12. Who did the special effects for this movie?

13. A guerrilla is a person who fights as part of an unofficial army.

14. Her behavior showed that she was not sensible.

15. We charge no fees on the principle that education should be available to all.



บทที่ 9 การแปล Phrasal verbs


Phrasal verbs หรือ two-word verbs นิยมใช้กันมากในภาษาอังกฤษ ทั้งในภาษาพูดและภาษาเขียน โครงสร้างของ Phrasal verbs ประกอบด้วยสองส่วน คือ คำกริยาและส่วนประกอบ
verb + preposition or particle
put + out = put out (to extinguish)
เมื่อใช้ในรูปประโยคและมีกรรม ถ้ากรรมนั้นเป็นสรรพนามจะวางอยู่ระหว่าง verb กับ particle ตัวอย่างเช่น
Yesterday a fire broke out at the new market. The firemen were able to put it out.
เมื่อวานนี้เกิดไฟไหม้ที่ตลาดใหม่ พนักงานดับเพลิงดับได้ทัน

ถ้ากรรมนั้นเป็นคำนามจะวางไว้หลัง preposition
The firemen were able to put out the fire at the new market.

หรือวางไว้ระหว่าง verb + particle ก็ได้
The firemen were able to put the fire out at the new market.
พนักงานดับเพลิงดับไฟที่ตลาดใหม่ได้

สิ่งที่เป็นปัญหาในการแปล คือ เมื่อคำกริยาและส่วนประกอบมารวมกันเป็น Phrasal verbs แล้ว จะทำให้เกิดความหมายใหม่ขึ้นมาซึ่งอาจจะไม่มีเค้าความหมายของ คำกริยาเดิมเลย การเรียนรู้คำเหล่านี้จึงนับว่ามีประโยชน์มากในการแปล อันที่จริงแล้ว Phrasal verbs มีอยู่มากมาย ส่วนที่นำมาไว้ในบทเรียนนี้เป็นเพียงส่วนน้อยโดยคัดเลือกมาจากคำที่ใช้อยู่บ่อย ๆ
วิธีแปล
อ่านประโยคหรือข้อความให้เข้าใจโดยพิจารณาจากปริบทดูว่า Phrasal verbs นั้น ใช้ในความหมายใด อาจใช้พจนานุกรมช่วยในการค้นหาความหมาย พจนานุกรมที่เกี่ยวกับ Phrasal verbs โดยเฉพาะ มีหลายเล่ม เช่น
· NTC’s Basic Phrasal Verbs. Lincolnwood, Illinois: National Textbook,
1996.
· Longman Dictionary of Phrasal Verbs. Harlow, Essex: Longman, 1983.

พจนานุกรมทั่ว ๆ ไป บางเล่ม ก็มีอธิบายเกี่ยวกับ Phrasal verbs เช่น
· The Oxford English Dictionary. 2nd ed. Oxford: Clarendon Press, 1989.
· Longman Dictionary of Contemporary English. 3rd ed. Harlow, Essex: Longman, 1995.
· Collins Cobuild. London and Glasgow: Collins Publishers, 1990.

ตัวอย่าง Phrasal verbs
1. break down
1.1 stop functioning
This machine will break down if you don’t take care of it.
เครื่องยนต์จะพังถ้าคุณไม่เอาใจใส่มัน
1.2 lose control of one’s emotions
She broke down when she heard of her friend’s accident.
เธอควบคุมอารมณ์ไม่อยู่เมื่อได้ยินข่าวอุบัติเหตุของเพื่อน
1.3 to break something down (trans v.)
The survey breaks down the population of Thailand region by region.
การสำรวจประชากรของประเทศไทยแบ่งไปตามภาค

2. bring down
2.1 to cause to fall or come down
After much hard bargaining, he brought the price down to 300 baht for the dress.
หลังจากต่อรองกันอย่างหนัก เขาต่อราคาเสื้อชุดลงมาเหลือ 300 บาท
2.2 cause to be defeated, defeat
This scandal could well bring the government down.
เรื่องอื้อฉาวนี้สามารถทำให้รัฐบาลพ่ายแพ้ได้ทีเดียว

3. bring forward
3.1 propose or to show or produce for examination
She brought forward a new proposal to her thesis adviser.
เธอเสนอโครงร่างวิทยานิพนธ์ใหม่แก่อาจารย์ที่ปรึกษา
3.2 to bring (something in the future) nearer to the present time
The head of the department has brought the meeting forward to next Monday.
หัวหน้าภาคเลื่อนการประชุมเข้ามาเป็นวันจันทร์หน้า

4. brush aside = to disregard
The official brushed aside the witness’s protest.
เจ้าหน้าที่ไม่นำพาคำประท้วงของพยาน

5. brush up = to improve
He wants to brush up his knowledge of French before he goes to Paris.
เขาต้องการฟื้นฟูความรู้ภาษาฝรั่งเศสก่อนที่จะไปปารีส

6. build on
6.1 to make as an additional building
This part of the house was built on later.
ส่วนนี้ของบ้านต่อเติมขึ้นใหม่
6.2 to use as a base for further development
In the new job, he will be able to build on his previous experience in marketing.
เขาสามารถผนวกประสบการณ์เดิมด้านการตลาดเข้ากับงานใหม่ได้

7. build up = to increase, develop or become gradually larger
He has built up a good family business over the year. (trans v.)
เขาค่อย ๆ เสริมสร้างธุรกิจที่ดีของครอบครัวมานานหลายปี
His anger built up until he finally exploded. (intrans.v.)
ความโกรธของเขาเพิ่มมากขึ้นจนระเบิดออกมาในที่สุด

8. cheer up (for a sad person) = to be happy
After a while, she began to cheer up. (intrans.v.)
หลังจากเวลาผ่านไปชั่วขณะ เธอก็เริ่มมีอาการร่าเริงขึ้น
She took flowers and chocolate to the hospital to cheer her friend up.
(trans.v.)
เธอนำดอกไม้และชอกโกแล็ตไปปลอบใจเพื่อนที่โรงพยาบาล
9. clamp down = to stop or to control
The principal has got to clamp down on gambling in the school.
ครูใหญ่เข้าจัดการขั้นเด็ดขาดเกี่ยวกับการเล่นการพนันในโรงเรียน
10. clear up
10.1 to improve
After the whole day of raining, the weather cleared up.
หลังจากที่ฝนตกตลอดวัน อากาศก็แจ่มใสขึ้น
10.2 to solve
The manager hopes to clear up the company’s problem quickly.
ผู้จัดการหวังที่จะแก้ปัญหาของบริษัทได้อย่างรวดเร็ว

11. come apart = to disintegrate
I picked up the old book and it just came apart in my hands.
ฉันหยิบหนังสือเก่าขึ้นมาและมันก็หลุดกระจายคามือ

12. come down = to drop, to fall
When the inflation starts to come down, the stock market will improve.
เมื่ออัตราเงินเฟ้อลดลง ตลาดหุ้นก็ปรับตัวดีขึ้น

13. cover up = to cover completely / to prevent from being noticed or becoming publicly known
They covered up the scandal so nobody knew.
พวกเขาปกปิดเรื่องอื้อฉาว ดังนั้น จึงไม่มีใครล่วงรู้
She felt asleep on the sofa so I covered her up with a blanket.
เธอนอนหลับไปบนโซฟาฉันจึงห่มผ้าห่มให้เธอ

14. crack down = to enforce the rules or laws against
The Prime Minister is determined to crack down on corruption.
นายกรัฐมนตรีตั้งใจที่จะปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวง
15. cut back = to reduce by cutting
Her husband cut back the amount of money that he used to give her.
สามีของเธอตัดเงินจำนวนที่เขาเคยให้เธอ
16. fade away = to disappear gradually
In the evening, I like to watch the sunlight fade away.
ในตอนเย็น ฉันชอบมองดูแสงอาทิตย์ที่ค่อย ๆ เลือนหายไป

17. fall back = to move or turn back
The crowd fell back to let the policemen through.
ฝูงชนถอยหลีกทางให้ตำรวจเข้ามา

18. fill in
18.1 to complete
He wants somebody to help him fill in the application form.
เขาต้องการให้ใครสักคนช่วยกรอกใบสมัครให้
18.2 to substitute
If you don’t come, we’ll find someone to fill in for you.
ถ้าคุณมาไม่ได้เราจะหาคนมาแทนคุณ

19. find out = to discover or to learn (a fact that was hidden)
She looked in the closet in order to find out his secrets.
เธอมองหาในตู้เสื้อผ้าเพื่อค้นหาความลับของเขา

20. fit in
20.1 to match or to agree
His ideas did not quite fit in with our plan.
ความคิดของเขาไม่เข้ากันกับแผนการของเรา
20.2 to harmonize
The house fits in beautifully with its surroundings.
บ้านเข้ากับสถานที่แวดล้อมอย่างสวยงาม
21. give out
21.1 to distribute
We plan to go to the orphanage to give out the money to the children.
เราวางแผนที่จะไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเพื่อบริจาคเงินให้เด็ก ๆ

21.2 to stop functioning
My old car’s engine gave out when I tried to drive it.
เครื่องยนต์รถเก่าของฉันพังเมื่อฉันพยายามจะขับมัน

22. give up
22.1 to stop doing something
He tried to give up smoking since it can cause lung cancer.
เขาพยายามเลิกสูบบุหรี่เพราะบุหรี่ทำให้เกิดมะเร็งปอด
22.2 to admit defeat
I finally gave up gave up trying to use a computer.
ในที่สุดฉันก็ล้มเลิกความพยายามที่จะใช้คอมพิวเตอร์

23. go down
23.1 to become lower
The value of money has gone down every year, while the price of goods has risen.
ค่าของเงินลดต่ำลงทุกปีในขณะที่ราคาสินค้าก็เพิ่มขึ้น
23.2 to sink or to disappear from sight
Three ships disappeared and we believed that they went down in the storm.
เรือสามลำหายไปและเราเชื่อว่ามันจมหายไปในพายุ

24. go over
24.1 to examine or consider carefully
We went over the accounts very thoroughly but couldn’t find any mistakes.
เราตรวจสอบบัญชีอย่างละเอียดละออแต่หาที่ผิดไม่พบ
24.2 to repeat
I asked the boy to go over his story again.
ฉันขอให้เด็กผู้ชายเล่าเรื่องซ้ำใหม่

25. keep up
25.1 to maintain or to continue
Thai children abroad are taught to keep up Thai traditions.
เด็กไทยในต่างประเทศได้รับการสั่งสอนให้รักษาประเพณีไทย
25.2 to look after and keep in good condition
He spent a lot of money to keep up his castle.
เขาใช้เงินจำนวนมากเพื่อดูแลปราสาทของเขา
25.3 prevent from going to bed
I hope our partly next door didn’t keep you up all night.
ฉันหวังว่างานเลี้ยงของเราไม่ทำให้คุณตื่นตลอดทั้งคืน
25.4 remain level
Slow down. I can’t keep up with you.
ช้า ๆ หน่อย ฉันตามเธอไม่ทัน

26. look up = to seek, to search for, to look for
I will look up her number in the telephone directory.
ฉันจะค้นเบอร์โทรศัพท์ของเธอในสมุดโทรศัพท์

27. make out
27.1 to write in complete form
I always make out my shopping list so that I will not forget anything.
ฉันมักจะจดรายการซื้อของเพื่อจะได้ไม่ลืมอะไร
27.2 to see, hear or understand with difficulty
She tried to make out his handwriting when she proofread his article.
เธอพยายามอ่านลายมือของเขาเมื่อเธออ่านตรวจทานบทความ

28. make up
28.1 to invent (a story, an excuse, an explanation)
He is very good at making up excuses.
เขาช่างเก่งในการหาข้อแก้ตัว
28.2 to put on cosmetics
She never goes out without making herself up first.
เธอไม่เคยออกไปโดยไม่ได้แต่งหน้าก่อน
28.3 member or parts
Women officers make up 13% of the police force.
ตำรวจหญิงคิดเป็น 13% ของตำรวจทั้งหมด

29. pick up
29.1 to lift up
I picked up a magazine that was lying on the floor.
ฉันหยิบนิตยสารที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมา
29.2 to collect
Please pick up all toys when you have finished playing.
ช่วยเก็บของเล่นทุกอย่างด้วยเมื่อเธอเล่นเสร็จแล้ว
29.3 to arrange to get
Can you pick the kids up from school this afternoon?
คุณช่วยไปรับเด็ก ๆ ที่โรงเรียนตอนบ่ายได้ไหม

30. sell out
30.1 to sell all of
The tickets of this match were sold out.
ตั๋วการแข่งขันนัดนี้ขายหมดเกลี้ยง
30.2 to betray or surrender
He has sold out to the opposite party.
เขาทรยศไปเข้ากับฝ่ายตรงข้าม





แบบฝึกหัด

I. จงแปล Phrasal verbs ต่อไปนี้ให้ถูกต้อง

1. The good harvest brought down the price of durian.

2. He wants to bring our appointment forward from next Friday to tomorrow.

3. Can you bring forward any proof of your story?

4. Some parents brush aside their children’s needs.

5. By talking to Jane, Somsri had a chance to brush up her English.

6. The electric pot will break down if you submerge it in water.

7. The two parties decided to build on the present agreement.

8. You have to build up your self-confidence.

9. Try and cheer up a bit; the situation isn’t that bad.

10. The Police General ordered the police to clamp down on drug trafficking.

11. He tried to clear up her misunderstanding.

12. Her pearl necklace came apart as she got out of the car.

13. The price of LPG gas has come down, thanks to the discovery of gas in the Gulf of Thailand.

14. His first reaction to the riots was to crack down hard on those responsible.

15. The project will not progress if the budget is cut back.


II. จงแปล Phrasal verbs ต่อไปนี้ให้ถูกต้อง

1. Hopes of achieving peace in Timor are rapidly fading away.

2. The crowd fell back in horror as the tank moved in.

3. Fill in your name on this cheque; otherwise, it can’t be cashed.

4. After two years of marriage, she finally found out what he was really like.

5. Louis furniture does not fit in with his house.

6. Every year we give out the books to the school upcountry.

7. He had to give up his studies through lack of money.

8. Mr. T has gone down in my opinion since I discovered his political views.

9. My husband and I went over many houses before we found the one we want.

10. When I went abroad, I told my brother to keep up the rent on my house.

11. They can’t make up their mind where to eat.

12. You have to make out a cheque and give it to him.

13. Nobody believed her because she always makes up stories.

14. He stopped to pick up the books on the floor.

15. The skirts were cheap, so they were sold out fast.




บทที่ 10 การแปลสุภาษิต คำพังเพย และสำนวนต่าง ๆ


การแปลสุภาษิต คำพังเพย และสำนวนต่าง ๆ
สุภาษิตหรือคำพังเพย คือ ข้อความสั้น ๆ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไป มีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสอนหรือเตือนใจผู้อ่าน สุภาษิตหรือคำพังเพยในภาษาใดก็ตามมักสะท้อนวัฒนธรรมของเจ้าของภาษานั้น โดยแสดงให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ ลักษณะนิสัย ความคิดอ่าน ตลอดจนรสนิยมต่าง ๆ ปัญหาก็คือ ถ้าผู้แปลไม่เข้าใจวัฒนธรรมตลอดจนเรื่องต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ ก็อาจแปลออกมาได้ไม่เป็นที่เข้าใจของผู้อ่าน
ส่วนสำนวน คือ ลักษณะข้อความที่มีความหมายแฝงอยู่ และเป็นปัญหาที่ยากกว่าการแปลคำศัพท์ธรรมดา เพราะผู้แปลไม่ทราบว่าข้อความนั้นเป็นสำนวน จึงแปลออกมาตรง ๆ หรือถึงทราบว่าเป็นสำนวนก็อาจไม่เข้าใจความหมายหรือเข้าใจแต่ไม่อาจแปลออกมาให้ผู้อ่านที่เป็นคนไทยเข้าใจได้ เช่น
He was soaking wet; he looked like a drowned rat.
มีผู้แปลว่า: เขาเปียกราวกับหนูตกน้ำ
ควรแปลว่า: เขาเปียกปอนมองดูเหมือนลูกหมาตกน้ำ

การแปลโดยปรับความหมายให้เทียบกับสำนวนไทยจะทำให้ผู้อ่านที่เป็นคนไทย เข้าใจสำนวนนี้ได้ดีขึ้น
วิธีแปล
1. ในการแปลสุภาษิตหรือคำพังเพย ถ้าสามารถเปรียบเทียบความหมายโดยใช้สุภาษิตหรือคำพังเพยของไทยในความหมายเดียวกันได้ก็ให้ใช้สุภาษิตไทย ถือว่าเป็นการแปลแบบเทียบเคียง ดังตัวอย่างที่ยกมาแล้ว
2. ถ้าไม่มีความสามารถแปลเทียบเคียงได้ ก็ให้แปลออกมาตรง ๆ แล้วอธิบายความหมายของสุภาษิตนั้นไว้ในวงเล็บ
3. ในการแปลสำนวน ถ้าสงสัยว่าเป็นสำนวนให้ตรวจสอบกับพจนานุกรมหรือเจ้าของภาษา ในการเปิดจากพจนานุกรมให้เปิดหาจากคำหลักของสำนวนนั้น เช่น to vanish into thin air ก็ให้หาจากคำว่า air นอกจากการหาความหมายที่ถูกต้องของสำนวนจากพจนานุกรมหรือเจ้าของภาษาแล้ว ควรพยายามแปลให้ฟังดูเป็นไทย ๆ ไม่ควรแปล ตรง ๆ ตามสำนวนเดิม

พจนานุกรมที่สามารถค้นหาความหมายของสำนวนได้มีหลายเล่ม ตัวอย่างเช่น
· รัชนี ซอโสตถิกุล. สำนวนอังกฤษและสำนวนไทยที่มีความหมายคล้ายคลึงกัน. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2537.
· Dictionary of American Idioms. 2nd ed. New York: Barron’s, 1987.
· Longman Dictionary of English Idioms. London: Longman, 1979.
· NTC’s American Idioms Dictionary. Lincolnwood, Illinois: National Textbook, 1987.

ตัวอย่างการแปลสำนวน
1. To be as busy as { a bee } = very busy
{ a beaver }
Somsri was as busy as a bee when her son and daughter were young.
สมศรียุ่งวุ่นวายทีเดียวเมื่อลูกชาย ลูกสาว ยังเล็ก

2. To be born with a silver spoon in one’s mouth = to be born to good fortune; to be born rich
That boy was born with a silver spoon in his mouth and he never needed to work.
เด็กผู้ชายคนนั้นเกิดมาคาบช้อนเงินช้อนทองและเขาก็ไม่จำเป็นต้องทำงานอะไรเลย

3. To be caught red-handed = to be apprehended, caught in the act of doing
something wrong
When he was copying his friend’s homework, Jim was caught red-handed.
จิมถูกจับได้คาหนังคาเขาเมื่อเขากำลังลอกการบ้านของเพื่อน

4. To be down in the dumps = to be very depressed
He was down in the dumps because he got an F in English.
เขาหดหู่ใจมากเพราะเขาได้เกรดเอฟ (สอบตก) ในวิชาภาษาอังกฤษ

5. To be (turn) green (with envy) = to be filled with a strong desire of jealousy
When her friend got all the praise instead, Malee turned green with envy.
มาลีรู้สึกอิจฉาตาร้อน เมื่อเพื่อนได้รับคำยกย่องชมเชยแทนเธอ

6. To be walking on air = to be very happy
They were walking on air on their wedding day.
พวกเขามีความสุขอย่างล้นเหลือในวันแต่งงาน

7. To bite the bullet = to endure something that is unpleasant or painful
Although he doesn’t like his work, he has to bite the bullet.
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ชอบงานที่ทำ แต่เขาก็จำต้องกัดฟันทน

8. To bring home the bacon = to earn a living
Her mother was the one who brought home the bacon.
แม่ของเธอเป็นคนที่หาเลี้ยงครอบครัว

9. To bury one’s head in the sand = to refuse to accept facts
Don’t bury your head in the sand; you know your boyfriend has been seeing another woman.
อย่าหลีกหนีความจริงเลย เธอก็รู้นี่ว่าเพื่อนชายของเธอไปหาผู้หญิงคนอื่น

10. To catch one’s eye = to attract one’s attention
Her red blouse really caught people’s eye.
เสื้อสีแดงของเธอช่างเตะตาผู้คนเสียจริง

11. To eat crow = to admit you are wrong; to apologize
You have to eat crow; otherwise, she won’t forgive you.
คุณต้องยอมรับผิดเสีย มิฉะนั้นเธอก็คงไม่ยกโทษให้หรอก

12. To find fault with = to be dissatisfied with; object to
Since she is a perfectionist, she always finds fault with what other people do.
เพราะว่าเธอเป็นคนสมบูรณ์แบบ เธอจึงมักชอบจับผิดคนอื่น

13. To lend an ear (to someone) = to listen to them carefully and sympathetically
They are always willing to lend an ear and offer what advice they can.
พวกเขาเต็มใจรับฟังและให้คำแนะนำอะไรก็ตามที่เขาสามารถจะทำได้

14. To fan the flames = to make a situation worse by interfering or speaking poorly
Don’t fan the flames by telling a lie about somebody who is already in trouble.
อย่ากระพือให้เรื่องลุกลาม โดยพูดปดถึงคนที่เขาเดือดร้อนอยู่แล้ว

15. To give a ring = to telephone
Give me a ring whenever you come to town.
โทรศัพท์ถึงฉันนะเมื่อไหร่ก็ตามที่เธอเข้ามาในเมือง

16. To give (someone) a lift = to drive someone in your car from one place to another
He gave her a lift back home that night.
เขาให้เธอติดรถกลับบ้านด้วยเมื่อคืนนั้น

17. To have a big mouth = to talk loudly, excessively
The thief was caught because his friend had a big mouth.
ขโมยถูกจับได้เพราะเพื่อนของเขาปากสว่าง

18. To keep a low profile = to remain quiet; not to show off
Americans in Thailand were told to keep a low profile during events in May.
คนอเมริกันในเมืองไทยได้รับการเตือนให้ทำตัวสงบเสงี่ยมในช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

19. To keep an eye on someone/something = to watch carefully; to pay particular attention to
You have to keep an eye on that girl; she is not trustworthy.
คุณต้องจับตามองผู้หญิงคนนั้น เธอไม่น่าไว้ใจ

20. To lead by the nose = to dominate completely
He let his wife lead him by the nose.
เขาปล่อยให้ภรรยาจูงจมูก

21.To lose face = to lose one’s good name or reputation
He lost face since he did not get a promotion.
เขาเสียหน้าเพราะเขาไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง

22. To put (have) all of one’s eggs in one basket = to risk all that one has on a single venture, method
His friend said he put all of his eggs in one basket since he invested all his money buying stocks.
เพื่อนบอกว่าเขาทุ่มเทมากเกินไปเพราะเขาเอาเงินทั้งหมดไปลงทุนซื้อหุ้น

23. To run short of money = to have little or no money left
He spent too much on whiskey, so he ran short of money, and couldn’t pay his expenses.
เขาใช้จ่ายเงินซื้อเหล้ามากเกินไป จนเงินขาดมือและไม่มีเงินสำหรับค่าใช้จ่ายอย่างอื่น

24. To save face = to avoid appearing foolish
He reluctantly gave a large sum of money to his servant to save face.
เขาจ่ายเงินก้อนใหญ่อย่างอิดเอื้อนให้สาวใช้เพื่อรักษาหน้า

25. To save the situation = to deal successfully with a situation which seems hopeless
To save the situation, the General ordered his soldiers to retreat.
เพื่อกอบกู้สถานการณ์ นายพลสั่งทหารให้ถอยทัพ

26. To see someone through = to help out or to carry through in a time of difficulty
Many friends saw me through what was a difficult time for me.
เพื่อน ๆ หลายคนช่วยเหลือฉันเมื่อยามลำบาก

27. To shut one’s eye to = to be unwilling to see or think about
He shut his eyes to his daughter’s behavior.
เขาปิดหูปิดตากับความประพฤติของลูกสาว

28.Up to one’s ears in = deeply involved in
Because her daughter went to study abroad, she was up to her ears in debt.
เพราะว่าลูกสาวของเธอไปเรียนต่อต่างประเทศ เธอจึงมีหนี้สินท่วมหัวท่วมหู

29. To vanish into thin air = to disappear completely
After he had got the money from his mother, he vanished into thin air.
หลังจากที่เขาได้เงินจากแม่แล้ว เขาก็หายเข้ากลีบเมฆ

30. To win by a nose = to win any contest by a narrow margin
You have to practice more for the next race, since you only won by a nose this time.
คุณต้องฝึกฝนให้มากกว่านี้ในการแข่งขันในเที่ยวหน้า เพราะเที่ยวนี้คุณชนะแค่เส้น ยาแดงผ่าแปด

ตัวอย่างสุภาษิตหรือคำพังเพยที่ใช้การแปลเทียบเคียง
Absence makes the heart grow fonder.
รักกันอยู่ขอบฟ้าเขาเขียว เสมือนอยู่หอแห่งเดียวร่วมห้อง
Might as well be hanged for a sheep as a lamb.(the leopard never changes its spots)
ชาติเสือไม่ทิ้งลาย
As you make your bed, so must you lie on it.
วัวของใครก็เข้าคอกคนนั้น
A tree is known by its fruit.
ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น
Barking dogs seldom bite.
หมาเห่าไม่กัด
Beauty is (only) skin-deep.
สวยแต่รูปจูบไม่หอม
It’s better to be safe than sorry.
ช้าเป็นการนานเป็นคุณ
A bird in the hand is worth two in the bush.
สิบเบี้ยใกล้มือ
It’s the case of the blind leading the blind.
เตี้ยอุ้มค่อม, ตาบอดสอดตาเห็น
Blood is thicker than water.
เลือดข้นกว่าน้ำ, อย่าเห็นขี้ดีกว่าไส้
It’s like carrying coals to Newcastle.
เอามะพร้าวห้าวไปขายสวน
It's like casting pearls before swine.
ยื่นแล้วให้วานร
Don’t count your chickens before they are hatched.
อย่าหมายน้ำบ่อหน้า
Cut your coat according to your cloth.
นกน้อยทำรังแต่พอตัว
Everything comes to him who waits.
ช้าเป็นการ นานเป็นคุณ
Fine feathers make fine birds.
ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง
Great oaks from little acorns grow.
อย่าดูถูกบุญกรรมว่าทำน้อย
Hard work breaks no bones.
อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหิน
Health is better than wealth.
ออโรคา ปรมาลาภา / ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
Ignorance is bliss.
รู้มากยากนาน
It's like killing the goose that lays the golden egg.
โลภนักมักลาภหาย
Let sleeping dogs lie.
อย่าฟื้นฝอยหาตะเข็บ
Like father, like son.
ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น
Like master, like man.
นายว่า ขี้ข้าพลอย
Little strokes fell great oaks.
อย่าดูถูกบุญกรรม ว่าทำน้อย
Make hay while the sun shines.
น้ำขึ้นให้รีบตัก
Murder will out.
ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดไม่มิด
Never cross your bridges till you come to them.
อย่าตีตนไปก่อนไข้
No lock will hold against the power of gold.
แข็งดังเหล็ก เงินง้าง อ่อนได้ดังใจ
Nourish a viper in one’s bosom.
เลี้ยงลูกเสือลูกจระเข้
You can’t teach an old dog new tricks.
ไม้แก่ดัดยาก
Once bitten, twice shy.
เจ็บแล้วต้องจำ
One good turn deserves another.
มีมิตรจิตก็มีมิตรใจ
One man’s meat is another man’s poison.
ลางเนื้อชอบลางยา
Out of the frying pan into the fire.
หนีเสือปะจระเข้
Penny wise-pound foolish.
เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย
Prevention is better than cure.
กันดีกว่าแก้
Six of one and half a dozen of the other.
ขิงก็รา ข่าก็แรง
Slow and steady wins the race.
ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม
Spare the rod and spoil the child.
รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี
Speech is silver, silence is golden.
พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง
Strain at a gnat and swallow a camel.
เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย
Still waters run deep.
น้ำนิ่งไหลลึก
It’s like the pot calling the kettle black.
ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง
There’s no smoke without fire.
ไม่มีมูลฝอยหมาไม่ขี้
Those who live in glass houses should not throwstones.
ถ่มน้ำลายรดฟ้า
It’s like looking for a needle in a haystack.
งมเข็มในมหาสมุทร
Too many cooks spoil the broth.
มากหมอมากความ
It’s like robbing Peter to pay Paul.
ตีงูให้กากิน
Don’t teach your grandmother to suck eggs.
สอนจระเข้ให้ว่ายน้ำ
Two heads are better than one.
คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย
It’s like using a steam hammer to crack a nut.
ขี่ช้างจับตั๊กแตน
Walls have ears.
หน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง
Waste not, want not.
มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน
When in Rome do as the Romans do.
เข้าเมืองหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม
Like locking the stable door; once the horse has bolted.
วัวหายล้อมคอก
He’s like a wolf in sheep’s clothing.
หน้าเนื้อใจเสือ
A bad workman blames his tools.
รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
Like getting blood out of a stone.
รีดเลือดกับปู




แบบฝึกหัด
I. จงแปลสำนวนต่อไปนี้เป็นไทย

1. He keeps a low profile although he comes from the richest family in town.

2. Please give me a ring when you arrive and I will pick you up.

3. The lawyer buried his head in the sand at the trial; he ignored many eyewitnesses to the murder.

4. The mother was down in the dumps because her children would not listen to her.

5. To save the situation, the Government declared a curfew.

6. Although she doesn’t like her boss, she has to bite the bullet.

7. Most people walk on air when they get a pay raise.

8. He was as busy as a bee trying to finish his dissertation.

9. His wife fanned the flames by asking for a lot of money.

10. At the end of the month, my friend always runs short of money.

11. He dared not tell the truth since he wanted to save face.

12. She turned green with envy when she saw the couple chatting happily.

13. His secretary’s carelessness made him lose face.

14. The thief was caught red-handed when he broke into the house.

15. The teacher saw the students through their problems.

II. จงแปลสำนวนต่อไปนี้เป็นไทย

1. Keep an eye on that group of people; they did not speak the truth.

2. She offered me a lift home.

3. He is not a good governor; he always shut his eyes to people’s troubles.

4. His handsome face always catches the eye of women of all ages.

5. You should apply for another job; don’t put all your eggs in one basket.

6. He wants to resign because his boss always finds fault with him.

7. He was in trouble when he was fired because he was the one who brought home the bacon.

8. I have not seen my uncle for five years, it seems like he has vanished into thin air.

9. If I am wrong, I will be glad to eat crow.

10. My neighbor’s wife is bossy; she led her husband by the nose.


11. That beautiful woman was born with a silver spoon in her mouth.


12. He was put in prison because of his big mouth.


13. She’s an expert on wines, so when she speaks it’s worth lending an ear.


14. You can’t deny the responsibility since you are up to your ears in this matter.


15. He gave a sigh of relief when his daughter won by a nose.









บทที่ 11 การแปลประโยคกรรมในภาษาไทยให้เป็นประโยค Passive


การแปลประโยคกรรมในภาษาไทยให้เป็นประโยค Passive
ประโยคกรรมในภาษาไทยที่สามารถแปลเป็นประโยค passive voice ได้มีดังต่อไปนี้
1. ประโยคกรรม “ถูก” หรือ “โดน” เช่น
แดงถูกทำโทษเพราะเขาหนีเรียน
Dang was punished for cutting class.

2. ประโยคกรรม “ได้รับ” เช่น
ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับยกย่องมาก
This film was highly praised.

3. ประโยคกรรมความหมายเป็นกลาง ประธานเป็นสิ่งไม่มีชีวิต ไม่ได้กระทำกริยาด้วย ตนเอง แต่รับการกระทำจากผู้อื่น สิ่งอื่น ไม่มีคำว่า “ถูก” หรือ “ได้รับ” ปรากฏอยู่ เช่น
บ้านหลังนี้สร้างเมื่อ 2 ปีก่อน
This house was built two years ago.
หนังสือพิมพ์ขายหมดตั้งแต่เช้า
The newspapers have been sold out since morning.

4. ประโยคในภาษาไทยที่มีคำว่า “โดย” ปรากฏอยู่ เช่น
เพลงนี้ร้องโดยสันติ
This song was sung by Santi.
1. ประโยคกรรมเน้นความ ในรูปโครงสร้าง Object + Subject + Verb เช่น
ตามีผู้ใหญ่บ้านของเราเสือกินเสียแล้ว
Grandpa Mee, the head of our village, was eaten up by a tiger.

2. ประโยคที่ไม่เจาะจงผู้กระทำกริยาไว้อย่างชัดเจน มักขึ้นต้นประโยคโดยใช้คำว่า “มี” เช่น
มีการสกัดทองคำที่ห้องทดลองในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
Gold has been created in a California Laboratory.

3. ประโยคที่ประธานไม่บ่งชัดว่าเป็นผู้ใดกระทำ มักนิยมแปลโดยใช้ “it” เป็นประธาน และใช้กริยา passive เช่น
เชื่อกันว่าชาวจีนมีหัวทางการค้ามากกว่าคนไทย
It is believed that the Chinese are cleverer in business than the Thai.

วิธีแปล
การแปลประโยคกรรมในภาษาไทยให้เป็นประโยค passive ทำได้ง่ายกว่าการแปลประโยค passive มาเป็นประโยคกรรม เพราะประโยค passive มี 2 รูปแบบเท่านั้น คือ ชนิดมีตัวการ และชนิดไม่มีตัวการ (ดูรายละเอียดในบทที่ 4)

จากประสบการณ์การสอนแปล ผู้เขียนมักจะพบว่าในการแปลไทยเป็นอังกฤษ ผู้แปลที่เป็นนักศึกษาและมีความรู้เรื่องโครงสร้างจากไวยากรณ์ไม่ดีพอ มักจะแปลชนิดคำต่อคำโดยเฉพาะเมื่อพบประโยคภาษาไทยยาว ๆ จึงทำให้เมื่อแปลแล้วไม่เป็นประโยคภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง เพราะโครงสร้างของภาษาอังกฤษและภาษาไทยมีความแตกต่างกันมากโดยภาษาอังกฤษจะเรียงประโยคในลักษณะ Word Order ดังนั้น ผู้เขียนจึงมักจะแนะนำนักศึกษาให้ทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. นึกถึงโครงสร้างของประโยค passive ในภาษาอังกฤษ ซึ่งมีผู้ถูกกระทำ (กรรม) เป็นประธานของประโยค และกริยาอยู่ในรูป passive คือ verb to be (ซึ่งผันไปตาม tense ต่าง ๆ) + past participle (กริยาช่องที่ 3)

Grammatical subject + verb to be + past participle
(กรรมที่ทำหน้าที่เป็นประธาน)

2. พิจารณาประโยคกรรมภาษาไทยโดยดูว่า ใครเป็นผู้ถูกกระทำหรือรับผลของการกระทำ อะไรเป็นกริยา (ควรใช้ tense อะไร) แล้วจึงแปลออกมา ดูต่อไปว่ามีตัวการอยู่ในประโยคด้วยหรือเปล่า

ตัวอย่างการวิเคราะห์ประโยคกรรมในภาษาไทย
1. สมศรีถูกสุนัขกัดเมื่อวานนี้
สมศรี = ผู้ถูกกระทำ
ถูกกัด = กริยา (ซึ่งควรอยู่ในรูปอดีตกาล เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นไปแล้ว)
สุนัข = ตัวการ
เมื่อวานนี้ = ส่วนขยายบอกเวลา (จะวางไว้หน้าประโยคหรือหลังประโยคก็ได้)

คำแปล Somsri was bitten by a dog yesterday.

2. ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับยกย่องมาก
ภาพยนตร์เรื่องนี้ = ตัวรับผลการกระทำ
ได้รับยกย่อง = กริยา
มาก = ส่วนขยายกริยา

คำแปล This film was highly praised.

3. บ้านหลังนี้สร้างเมื่อสองปีก่อน
บ้านหลังนี้ = ตัวรับผลการกระทำ
สร้าง = กริยา (กล่าวอย่างเป็นกลาง)
เมื่อสองปีก่อน = ส่วนขยาย บอกเวลา
คำแปล This house was built two years ago.

4. เชื่อกันว่าเขายังมีชีวิตอยู่
ประโยคนี้เป็นโครงสร้างซับซ้อนซึ่งมาจาก
เชื่อกันว่า + เขายังคงมีชีวิตอยู่
เชื่อกันว่า เป็นการพูดลอย ๆ โดยละประธานไว้ แต่เมื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษต้องมีประธาน ในที่นี้เติมประธานที่ไร้ความหมาย (dummy subject) it เข้าไป
เชื่อ = กริยา อยู่ในรูปของ passive
คำแปล It is believed he is still alive.






แบบฝึกหัด
I. จงแปลประโยคกรรมเหล่านี้ให้เป็นประโยค passive ที่ถูกต้อง

1. บ้านหลังนี้กำลังซ่อม
2. เขาถูกฆ่าตาย
3. เพลงนี้ร้องง่าย
4. ห้องนี้ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม
5. จดหมายส่งออกไปเมื่อวานนี้
6. หนังสือเล่มนี้แปลโดยสุดา
7. มีรายงานว่าเกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ
8. เชื่อกันว่าผักและผลไม้มีเส้นใยมาก
9. ลูกชายเศรษฐีถูกโจรเรียกค่าไถ่จับตัวไป
10. ภาพของครอบครัววางอยู่บนโต๊ะทำงาน

II. จงแปลประโยคกรรมเหล่านี้ให้เป็นประโยค passive ที่ถูกต้อง

1. เดากันว่าจะมีการสั่นสะเทือนตามหลังอีกหลายครั้งหลังจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่
2. ศูนย์กีฬาจะสร้างที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์วิทยาเขตรังสิต
3. น้ำมันดอกทานตะวันสกัดมาจากเมล็ดทานตะวัน
4. ในปัจจุบันเครื่องส่งโทรสารใช้กันมากในที่ทำงานที่ทันสมัยทุกแห่ง
5. กล่าวกันว่าความรักทำให้คนตาบอด
6. เขาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการห้างสรรพสินค้า
7. ผู้หญิงคนนั้นถูกคนรักฆ่าตาย
8. สะพานนี้สร้างด้วยเงินของประชาชน
9. ไม้สักจำนวนมากถูกโค่นลง
10. แพไม้ไผ่ใช้เป็นที่พักของนักท่องเที่ยว




การเลือกใช้ Article


การเลือกใช้ Article
ในภาษาไทย คำนามแต่ละตัวที่ใช้ไม่มีคำประเภท Article (a, an, the) นำหน้าเหมือนกับคำนามในภาษาอังกฤษซึ่งถ้าเป็นนามนับได้จะต้องมี Article กำกับอยู่ ดังนั้น เมื่อผู้แปลแปลประโยคหรือข้อความจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษมักจะเกิดปัญหา คือ
· ลืมใส่ Article ข้างหน้านาม
· ไม่สามารถเลือกใช้ Article ได้ถูกต้อง การใช้ Article ผิด มีผลทำให้ความหมายผิดไปด้วย ตัวอย่างเช่น
He sold the car.
(เขาขายรถคันนั้นไปแล้ว – ผู้พูดและผู้ฟังเข้าใจกันดีว่าหมายถึงรถคันไหน)
He sold a car.
(เขาขายรถไปคันหนึ่ง เขามีรถหลายคันและเขาขายไปหนึ่งคัน ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นคันไหน)

ทั้งสองประโยคถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ แต่ความหมายจะต่างกันมาก และความแตกต่างกันนั้นเกิดขึ้นเพราะการใช้ Article ที่แตกต่างกัน ในเรื่องของการแปลจากตัวอย่างประโยคสองประโยคข้างบน ถ้าตั้งใจจะหมายความว่า เขาขายรถไป คันหนึ่ง แล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “He sold the car.” ความหมายในประโยคภาษาอังกฤษจะไม่ตรงกับความหมายในภาษาไทยทันที ดังนั้น จะเห็นว่าปัญหาในการแปลภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ สิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหามากอย่างหนึ่งก็คือ เรื่องของการเลือกใช้ Article ให้ถูกต้องนั่นเอง

วิธีแปล
ผู้แปลควรพิจารณาเนื้อความของประโยคที่จะแปลอย่างรอบคอบเพื่อดูว่า คำนามในประโยคนั้นควรใช้ Article หรือไม่ เพราะคำนามในภาษาอังกฤษมี 2 ประเภท คือ คำนามประเภทนับได้ (Countable nouns) และคำนามประเภทนับไม่ได้ (Uncountable nouns) คำนามที่นับได้เมื่อใช้เป็นรูปเอกพจน์จะต้องมี Article (a, an หรือ the แล้วแต่กรณี) นำหน้าเสมอ ส่วนคำนามประเภทนับไม่ได้นั้นโดยปกติแล้วจะไม่ใส่ Article (มีข้อยกเว้น คือ นามบางคำจะเป็นได้ทั้ง Countable และ Uncountable nouns)
เรื่องของการใช้ Article ให้ถูกต้องนี้ เป็นเรื่องที่ยุ่งยากและซับซ้อน ผู้แปลควรจะต้องหาความชำนาญโดยการหัดสังเกต ถ้ายังไม่เข้าใจควรทบทวนหลักเกณฑ์การใช้และไม่ใช้ Article จากตำราไวยากรณ์เบื้องต้น

ตัวอย่างของการใช้และไม่ใช้ Article
1. เขาเป็นคริสเตียนที่ดี เขาไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์
He is a good Christian; he goes to church every Sunday.
(ละ Article หน้านาม church)

2. โบสถ์ที่เขาไปเป็นประจำอยู่ในเมือง
The church that he always goes to is in the city.
(ใส่ Article หน้านาม church)

3. พ่อของเขาไม่ทราบว่าเขาไม่ไปโรงเรียน
His father did not know that he had not been to school.
(ละ Article หน้านาม school)

4. โรงเรียนที่ฉันเคยเรียนปิดไปแล้ว
The school where I used to study was closed now.
(ใส่ Article หน้านาม school)

5. ข้าวผัดกุ้งอร่อยมาก
Shrimp fried rice is very delicious.
(rice เป็นคำนามนับไม่ได้ ไม่ต้องใส่ Article)

6. ฉันขอกาแฟไม่ใส่นม
I would like to have coffee without milk.
(ละ Article หน้านาม coffee และ milk เพราะเป็นคำนามที่นับไม่ได้ทั้ง 2 คำ)

7. ฉันชอบเดินทางโดยรถไฟมากกว่าเครื่องบิน
I prefer going by train to going by plane.
(สำนวนเกี่ยวกับการเดินทาง เช่น by plane / by train / by car, etc. ไม่ใส่ Article
หน้านาม)

8. คนซื่อสัตย์ควรได้รับยกย่องจากสังคม
The honest should be praised by society.
(ใส่ Article the หน้าคำคุณศัพท์ ทำให้กลายเป็นคำนาม the honest = the honest
people)

9. น้ำตาลทรายขาวไม่ดีต่อสุขภาพ
White sugar is not good for one’s health.
(ละ Article หน้านาม sugar เพราะเป็นคำนามที่นับไม่ได้)

10. เขาว่ากันว่าคนไทยขี้เกียจ
They said that Thai people are lazy.
(ละ Article หน้า Thai people เพราะเป็นนามพหูพจน์)

11. มีผมเส้นหนึ่งอยู่ในซุปของฉัน
There’s a hair in my soup.
(ผมหนึ่งเส้น เป็นนามนับได้ ใส่ Article ได้)

12. คุณมีผมยาวจัง
You’ve got very long hair.
(ละ Article หน้า hair เพราะในปริบทนี้ หมายถึง ผมทั้งศีรษะ ถือเป็นนามนับ
ไม่ได้)

13. คุณอยู่กับเราได้ มีห้องว่างห้องหนึ่ง
You can stay with us. There is a spare room.
(ใส่ Article เพราะห้องเป็นนามที่นับได้)

14. คุณนั่งตรงนี้ไม่ได้ ไม่มีที่ว่างแล้ว
You can’t sit here. There isn’t room.
(ละ Article หน้า room ซึ่งในปริบทนี้แปลว่า ที่ว่าง ถือเป็นนามที่นับไม่ได้)

15. ฉันซื้อหนังสือพิมพ์มาอ่านฉบับหนึ่ง
I bought a paper to read.
(paper ในปริบทนี้ หมายถึง newspaper เป็นนามนับได้ ใส่ Article ได้)

16. ฉันต้องการกระดาษเพื่อมาเขียนหนังสือ
I need some paper to write on.
(paper หมายถึง กระดาษ เป็นนามนับไม่ได้ ไม่ใส่ Article แต่ใช้กับคำประเภท
some หรือ any ได้)

17. คุณได้ยินเสียงอะไรตอนนี้ไหม
Did you hear a noise just now?
(ในปริบทนี้หมายถึง เสียง ที่เกิดขึ้นตอนนี้ = a particular noise ใส่ Article ได้)

18. ฉันทำงานที่นี่ไม่ได้หรอก เสียงดังมากไป
I can’t work here. There’s too much noise.
(noise ในปริบทนี้เป็นนามที่นับไม่ได้ ใส่ Article ไม่ได้)

19. ฉันรอไม่ได้ ฉันไม่มีเวลา
I can’t wait. I haven’t got time.
(ละ Article หน้า time ซึ่งแปลว่า เวลา เป็นนามที่นับไม่ได้)

20. เที่ยวให้สนุกนะ
Enjoy your holiday. Have a good time!
(Have a good time! เป็นสำนวน ซึ่งใช้ Article a โดยเฉพาะ)


แบบฝึกหัด
I. จงแปลประโยคเหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษและเลือกใช้ Article ให้ถูกต้อง
1. เพื่อนบ้านฉันไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์
2. ผักที่ร้านนี้ไม่สด
3. ดอยอินทนนท์เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย
4. ครูใหญ่โรงเรียนนี้เข้มงวดมาก
5. ไฟไหม้และทำลายคอนโดมิเนียมหมดทั้งหลัง
6. ทุกครั้งที่ไปซื้อของ นำกระเป๋าผ้าไปด้วยนะ
7. ทะเลอันดามันอยู่ตรงไหน
8. ช่วยกรุณาส่งจดหมายให้ฉันด้วย
9. กระดาษที่เธอให้ฉันไม่สกปรก
10. เสียงหัวเราะเป็นยาที่ไม่มีผลข้างเคียง

II. จงแปลประโยคเหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษและเลือกใช้ Article ให้ถูกต้อง

1. เธอไม่รู้จักประเทศสหรัฐอเมริกา
2. หมอแนะนำให้เขาใช้น้ำมันพืชปรุงอาหาร
3. โรงเรียนที่เธอรักเก่ามากแล้ว
4. เวลาเป็นสิ่งที่มีค่า
5. ความรักนำมาซึ่งความเจ็บปวดและความสุข
6. อย่าใส่น้ำตาลในกาแฟมากขนาดนั้น
7. บ้านที่มุมถนนเป็นของเศรษฐีชรา
8. มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
9. ฉากแรกของละครเรื่องนี้เกิดขึ้นในสวนของคฤหาสน์
10. ประเทศฟิลิปปินส์ประกอบด้วยเกาะใหญ่น้อยมากมาย




บทที่ 13 การแปลโดยเลือกคำให้เหมาะกับเนื้อความ



การแปลโดยเลือกคำให้เหมาะกับเนื้อความ
ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่พบมากในการแปลไทยเป็นอังกฤษ คือ การเลือกใช้คำผิด สาเหตุที่เลือกใช้คำผิดอาจจะเนื่องมาจากความคุ้นเคยกับศัพท์ที่ใช้มาแต่เดิม หรืออีกสาเหตุหนึ่งที่ผู้เขียนพบจากประสบการณ์ในการสอนแปล คือ การที่ผู้แปลซึ่งเป็นนักศึกษาใช้พจนานุกรมไทย-อังกฤษ ที่ให้คำศัพท์หลายคำที่มีความหมายตรงกับศัพท์ภาษาไทยแต่ ไม่ได้อธิบายหรือให้ตัวอย่างการใช้ที่ชัดเจนพอ เมื่อผู้แปลนำมาใช้โดยไม่ได้ค้นหา ความหมายให้ละเอียด จึงอาจทำให้เลือกคำที่ไม่ตรงกับความหมายที่แท้จริงของประโยคที่จะแปล ดังตัวอย่างเช่น
คำว่า “แนะนำ” ในภาษาไทย มีความหมายที่ตรงกับคำศัพท์ในภาษาอังกฤษ เช่น introduce / recommend / advise / suggest เป็นต้น
ในปริบทว่า “ที่งานเลี้ยงแห่งหนึ่ง เพื่อนของฉันแนะนำให้ฉันรู้จักกับ จินตหรา สุขพัฒน์”
ถ้าแปลโดยเลือกคำว่า ‘advise’
At a party, my friend advised me to Jintara Sukhaphat.
ความหมายของประโยคนี้จะไม่ถูกต้องเลยในภาษาอังกฤษเพราะ advise คือ แนะนำทั่ว ๆ ไป ให้ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ในประโยคข้างต้น คำที่ควรเลือกมาใช้ คือ คำว่า “introduce” ซึ่งแปลว่า แนะนำให้รู้จัก ประโยคนี้จึงควรแปลว่า
At a party, my friend introduced me to Jintara Sukhaphat.
วิธีแปล
จากตัวอย่างที่ยกมานี้จะเห็นว่าภาษาแต่ละภาษามีจำนวนคำที่จะสื่อ ความหมายถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่เท่ากัน ทั้งนี้แล้วแต่ความจำเป็นในการใช้ตามลักษณะสังคมและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษานั้น ๆ สิ่งนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้แปลควรตระหนัก ดังนั้น ผู้แปลจึงต้องอ่านข้อความที่จะแปลอย่างละเอียดถี่ถ้วนและดูปริบทประกอบจึงจะเลือก

ความหมายที่ถูกต้องในแต่ละกรณีได้ ในเรื่องความหมายของคำนั้นนอกจากจะหมายถึง การรู้ความหมายของคำตามพจนานุกรมแล้ว ยังหมายถึง การรู้ความหมายโดยนัย (connotation) ของศัพท์คำ นั้น ๆ ด้วย จึงจะสามารถแปลออกมาได้ดีและถูกต้องเพื่อให้ผู้แปลได้ฝึกฝนการเลือกใช้คำให้ถูกต้อง จงดูตัวอย่างต่อไปนี้

เตือน

1. ฉันเตือนเขาแล้วให้ทบทวนบทเรียน
I already told him to review his lessons.
2. ช่วยเตือนฉันให้ปิดไฟด้วย
Please remind me to turn off the light.
3. เด็ก ๆ ถูกเตือนไม่ให้อมลูกอมสี ๆ
Children were warned not to eat colorful candies.

แนะนำ

1. ฉันอยากจะแนะนำให้เธอดูหนังเรื่อง ฟอเรสต์ กัมพ์
I would like to recommend you to see the movie “Forest Gump”.
2. บริษัทนี้เป็นบริษัทที่แนะนำและสั่งไวน์เข้ามาในเมืองไทย
This company is the first one to introduce and import wine in Thailand.
3. ฉันแนะนำให้เธอคิดอย่างรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจ
I advise you to think very carefully before making any decision.
4. ฉันแนะนำให้คุณไปเสียเดี๋ยวนี้
I suggest you leave now.

ปฏิเสธ

1. เขาไม่ได้รับหรือปฏิเสธข้อกล่าวหา
He did not confirm or deny the charge.
2. เขาเชื้อเชิญเธอไปงานเลี้ยงแต่เธอปฏิเสธ
He invited her to a party but she turned down (declined) his invitation.
3. ภรรยาต้องการให้เขาไปต่างจังหวัดด้วย แต่เขาปฏิเสธ
His wife wanted him to go upcountry with her, but he refused to go.

ไป / มา

1. เพื่อนของฉันมาเยี่ยมฉันที่บ้านเมื่อวานนี้
My friend came to see me at home yesterday.
2. ฉันจะไปลำปางอาทิตย์หน้า ไปกับฉันไหม
I will go to Lampang next week. Will you come with me?
3. คุณครูจะไปหาเธอที่บ้านพรุ่งนี้
The teacher will come and see her tomorrow.
4. ไปพบฉันที่ห้องนะ
Come to see me at my office.

ลาออก

1. พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ทรงสละราชสมบัติ (ลาออก) ในปี ค.ศ. 1936.
King Edward VIII abdicated in 1936.
2. ฉันลาออกจากการเป็นประธาน
I resigned (my post) as chairman.
3. เขาถูกบริษัทให้ยื่นใบลาออก
He was given notice by the company.

เสีย
1. อย่าดื่มนมในขวดนั้น นมเสียแล้ว
Don’t drink milk in that bottle; it has turned sour.
2. ไข่ในตะกร้าเสียหมด
All the eggs in the basket were rotten.
3. ขนมปังบางก้อนเสีย
Some bread was stale.
4. เนยกับเบคอนนั่นเสีย กลิ่นพิกล
That butter and bacon are rancid; they smell unpleasant.
5. เพราะว่าเธอให้ลูกทุก ๆ อย่างที่พวกเขาต้องการ ลูก ๆ เธอจึงเสียเด็ก
Because she gave them everything that they wanted, her children were spoiled.



แบบฝึกหัด

I. จงแปลประโยคต่อไปนี้โดยเลือกใช้คำให้เหมาะกับเนื้อความ

1. ฉันไม่อยากพูดเลยว่าได้เตือนเธอแล้ว
2. อย่างน้อยที่สุดที่ฉันทำได้คือ เตือน พวกเขาว่ามีอันตรายรออยู่
3. หล่อนต้องเตือนเขาว่าเขามีภรรยาแล้ว
4. ภาพของเด็ก ๆ ที่หิวโหยเตือนให้เขานึกถึงความยากจนในวัยเด็ก
5. คุณจะกรุณาแนะนำสถานที่จะไปพักผ่อนช่วงวันหยุดสั้น ๆ ให้หน่อยได้ไหม
6. สมศรีแนะนำว่าการวิ่งเหยาะเป็นการออกกำลังกายที่ดีแบบหนึ่ง
7. สุธนแนะนำฉันไม่ให้จ่ายตลาดที่บางลำภู
8. นายของพวกเขาปฏิเสธที่จะมอบความรับผิดชอบใด ๆ ให้แก่พวกเขา
9. ทอมปฏิเสธเรื่องที่ว่าเขาทำผิดกฎหมายไม่ว่าเรื่องใด
10. เขาปฏิเสธความช่วยเหลือของเพื่อน

II. จงแปลประโยคต่อไปนี้โดยเลือกใช้คำให้เหมาะกับเนื้อความ
1. นมบูด (เสีย) มีรสชาติแปลก ๆ เพราะไม่สด
2. กลิ่นเหมือนไข่เน่า
3. ขนมปังเสียง่าย เมื่ออากาศร้อน
4. เด็กคนนั้นนิสัยเสียมาก
5. คุณจะต้องมากับเรา เราต้องการให้คุณไปกินอาหารกลางวันด้วย
6. เขาไปเดินเล่น
7. แม่ฉันมาเยี่ยมฉันเมื่อเดือนที่แล้ว
8. กษัตริย์ฝรั่งเศสองค์สุดท้าย คือ หลุยส์ ฟิลลิปส์ ผู้ทรงสละราชสมบัติ (ลาออก) ในปี 1848
9. คุณร็อบลาออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนที่แล้ว
10. เขาลาออกจากการเป็นเด็กส่งเอกสาร

บทที่ 14 คำที่เป็นปัญหาในการแปล


คำที่เป็นปัญหาในการแปล

ในการแปลไทยเป็นอังกฤษนั้นมีคำศัพท์หลายคำซึ่งไม่ใช่คำที่ซับซ้อนอะไร แต่ ผู้แปลที่เป็นนักศึกษามักจะแปลผิดอยู่เสมอ ๆ ผู้เขียนได้รวบรวมคำศัพท์เหล่านี้ไว้เป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้

ควรจะ / น่าจะ
คำสองคำนี้ก็ก่อให้เกิดปัญหากับผู้เรียนในการแปลไทยเป็นอังกฤษมาก คำสองคำนี้จะตรงกับคำว่า “should” และ “ought to” ในภาษาอังกฤษ แต่ผู้เรียนมักจะสับสนในการใช้คำสองคำนี้ เช่น ใช้เป็น should to ซึ่งทำให้เกิดความผิดทางด้านโครงสร้าง เช่น
1. เขาควรจะทบทวนบทเรียนบ้าง
มีผู้แปลว่า: He should to review his lessons.
ควรแปลว่า: He should review his lessons.
หรือ: He ought to review his lessons.
อีกประเด็นที่เป็นปัญหาในการใช้ should คือ การใช้เพื่อบอกถึงเหตุการณ์ที่ตรงข้ามกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในอดีต หรือการคาดคะเน ซึ่งในกรณีนี้ต้องใช้ should + have +กริยาช่องที่ 3

2. เขาน่าจะสอบได้ (แต่ความจริงเขาสอบตก)
He should have passed the exam, but he failed.

3. ฉันรู้ว่าฉันน่าจะมาแต่เช้า (แต่ความจริงฉันมาสาย)
I know that I should have come early.

เคย
คำว่า “เคย” นี้ ผู้เรียนมักจะแปลโดยใช้คำว่า “ever” ในขณะที่คำว่า “ไม่เคย” จะใช้คำว่า “never” ดังเช่นในประโยค

1. ฉันเคยไปดูหนังมากแต่เดี๋ยวนี้ไม่มีเวลาเลย
มีผู้แปลว่า: I ever go to the cinema a lot, but I never get the time now.
ควรแปลว่า: I used to go to the cinema a lot, but I never get the time now.

นอกจากนี้ผู้เรียนควรจำไว้ว่า คำว่า “used to” นั้น จะใช้บอกถึงการกระทำที่เคยทำโดยไม่จำกัดช่วงเวลา ถ้ามีกริยาวิเศษณ์ที่จำกัดเวลา เช่น once อยู่ในประโยค เราจะไม่ใช้ used to ในการแปลคำว่า “เคย” เช่น
2. ครั้งหนึ่งเขาเคยแต่งงานกัน
มีผู้แปลว่า: They used to married once.
ควรแปลว่า: They were once married.

ปัญหาที่เกี่ยวกับคำว่า “เคย” ที่ผู้สอนเคยพบอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ผู้เรียนมักจะใช้ สับสนกับ to be used to / to get used to ซึ่งแปลว่า “เคยชิน” เช่น
3. เธออาศัยอยู่ในฟาร์ม ดังนั้น เธอจึงเคยชินกับการตื่นแต่เช้า
She lives on a farm, so she is used to getting up very early.
ประโยคข้างบนนี้จะแปลโดยใช้คำว่า “เคย”ไม่ได้ เพราะความหมายในประโยคภาษาอังกฤษจะผิดไปเลยจากต้นฉบับภาษาไทย

เพราะว่า / เนื่องมาจากว่า
คำในภาษาอังกฤษที่มีความหมายตรงกับภาษาไทยที่ผู้เรียนรู้จักและชอบนำมาใช้ในการแปล คือ คำว่า “because” แต่มักจะใช้ผิด คือ ใช้ because ขึ้นต้นประโยค และจบประโยคด้วยเครื่องหมายฟูลสต็อป ทั้ง ๆ ที่ในการใช้ที่ถูกต้อง because คือ คำที่ทำหน้าที่เชื่อมประโยคในประโยคชนิดซับซ้อน (Complex sentence) ดังตัวอย่างเช่น

1. เพราะว่าพ่อไม่อนุญาตให้เธอไปงานเลี้ยงคืนนี้ เธอจึงอารมณ์เสีย
มีผู้แปลว่า: Because her father won’t let her go to the party tonight. She’s in a bad
mood.
ควรแปลว่า: Because her father won’t let her go to the party tonight, she’s in a bad mood.
หรือสลับประโยคว่า
She’s in a bad mood because her father won’t let her go to the party tonight.

นอกจากคำว่า “because” แล้ว คำว่า “since” กับ “as” ก็สามารถใช้แทน “because” ได้ในประโยคนี้ เพราะ since / as ไม่ได้ใช้เป็นคำบอกเวลาอย่างเดียว แต่สามารถใช้บอกความเป็นเหตุเป็นผลได้เช่นเดียวกับ because เช่น
2. She’s in a bad mood since (as) her father won’t let her go to the party tonight.
ถ้าจะแปลประโยคนี้เป็นภาษาไทย อย่าไปยึดติดแปลคำว่า “since” หรือ “as” ว่า “ตั้งแต่” เท่านั้น
มีผู้แปลว่า: เธออารมณ์เสียตั้งแต่พ่อไม่อนุญาตให้เธอไปงานเลี้ยงคืนนี้
ควรแปลว่า: เธออารมณ์เสียเพราะพ่อไม่อนุญาตให้เธอไปงานเลี้ยงคืนนี้

มีคำง่าย ๆ เช่น “มี” ก็ก่อให้เกิดปัญหาในการแปลไม่น้อยทีเดียว ตัวอย่างเช่น
1. มีการตีกันหลายครั้งนอกสนามกีฬา แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ
มีผู้แปลว่า: There were several fights happened outside the stadium, but no one was hurt.
ควรแปลว่า: There were several fights outside the stadium, but no one was hurt.

2. มีผู้โดยสารเพียง 12 คน จาก 140 คน ที่รอดชีวิตจากเครื่องบินตก
มีผู้แปลว่า: There were only 12 of the 140 passengers survived the plane crash.
ควรแปลว่า: Only 12 of the 140 passengers survived the plane crash.

3. บ้านหลังนี้มี 2 ห้องนอน
มีผู้แปลว่า: This house has two bedrooms.
ควรแปลว่า: There are two bedrooms in this house.

4. มีคนบอกฉันว่าพวกเขาแต่งงานกันแล้ว
มีผู้แปลว่า: There was someone telling me they got married.
ควรแปลว่า: Someone told me they got married.

จะสังเกตว่าในการแปลคำว่า “มี” นั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ there + verb to be เสมอไป ดังเช่นในประโยคที่ 2 และ 4

ให้ยืม / ขอยืม
คำว่า “ยืม” มีทั้งให้ยืมและขอยืม แต่ผู้เรียนมักจะรู้จักแต่คำว่า “borrow” ซึ่งแปลว่า ขอยืม ส่วนคำว่า “lend” ซึ่งแปลว่า ให้ยืม นั้น มักจะไม่รู้จักและใช้ไม่เป็น ดังนั้น ผู้เรียนซึ่งมักจะแปลคำว่า “ยืม” ไม่ว่าจะให้ยืม หรือ ขอยืม โดยใช้แต่คำว่า “borrow” ดังตัวอย่างเช่น

1. คุณจะกรุณาให้ฉันยืมดินสอหน่อยได้ไหม
มีผู้แปลว่า: Would you mind borrowing me your pencil?
ควรแปลว่า: Would you mind lending me your pencil?

2. ธนาคารจะไม่ให้เธอยืมเงินไปซื้อรถแน่ ๆ
มีผู้แปลว่า: The bank wouldn’t borrow her the money to buy the car.
ควรแปลว่า: The bank wouldn’t lend her the money to buy the car.

ส่วนคำว่า “borrow” จะตรงกับความหมายภาษาไทยว่า ขอยืม เช่น
3. เธอต้องการยืมเงินเพื่อจ่ายค่าหมอ
She needs to borrow some money to pay the doctor.






แบบฝึกหัด
I. จงแปลประโยคเหล่านี้ให้ถูกต้อง

1. เพราะว่าเธอเป็นลูกคนสุดท้องพ่อแม่จึงรักมาก
2. เขาให้เงินเธอเพราะเธอยากจน
3. เธอชอบขอยืมเงินเพื่อนบ่อย ๆ
4. เพื่อน ๆ เธอไม่ให้เธอยืมเงินอีกแล้ว
5. เธอควรจะส่งการบ้านพรุ่งนี้เป็นอย่างช้า
6. เขาน่าจะไปทำงานแล้ว แต่เขายังดูทีวีอยู่เลย
7. ฉันเคยรู้จักคุณหรือเปล่า
8. เขาเคยชินกับการนอนตื่นสาย
9. มีคนมาหาคุณแน่ะ
10. มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้งที่สี่แยกนี้

II. จงแปลประโยคเหล่านี้ให้ถูกต้อง

1. คุณเคยไปเที่ยวภูเก็ตหรือเปล่า
2. แม่เคยบอกเขาว่า ให้ขยันดูหนังสือ
3. มีคนบอกฉันว่า เธอเป็นอดีตนางสาวไทย
4. มีเงินอยู่ในลิ้นชัก
5. เธอควรจะมาถึงบ้านแล้ว
6. ฉันไม่ชอบขอยืมเงินคนอื่น
7. ฉันยินดีให้เธอยืมหนังสือ
8. เขาไม่ได้มาโรงเรียนเพราะว่าเขาป่วย
9. ครูไม่ตำหนิเธอหรอกเพราะครูเข้าใจปัญหาของเธอ
10. เธอเคยชินกับการสวมกระโปรงยาว






บทที่ 15 การแปลที่จำเป็นต้องตรวจแก้


การแปลที่จำเป็นต้องตรวจแก้
ในการเรียนการสอนแปลนั้นแม้ผู้เรียนจะรู้หลักหรือทฤษฎีแล้ว แต่เมื่อแปลออกมาแล้วก็ยังมีข้อผิดพลาดที่จำเป็นต้องตรวจแก้ ในการตรวจแก้และให้เฉพาะคำแปลที่ถูกต้องนั้นยังไม่เพียงพอในความคิดของผู้เขียน ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นผู้เขียนคิดว่าควรจะต้องมีการตั้งข้อสังเกตและวิเคราะห์ข้อผิดพลาดในงานแปลนั้นให้ผู้เรียนทราบด้วยว่ามี ผิด ถูก อย่างไร แล้วจึงบอกให้ทราบถึงคำแปลที่ถูกต้องประกอบไปด้วย

ตัวอย่างงานแปลที่จำเป็นต้องตรวจแก้ในบทนี้ ผู้เขียนได้รวบรวมมาจากงานแปลของนักศึกษาเพื่อเป็นแนวทางให้เห็นข้อบกพร่องต่าง ๆ และวิธีการแปลที่เหมาะสม

ตัวอย่างการแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย

1. Only three people were promoted, namely Sompong Jaidee, Suda Rukdee, and Mai Rukmoo.
มีผู้แปลว่า: คนสามคนถูกแต่งตั้ง คือ สมพงษ์ ใจดี สุดา รักดี และ ใหม่ รักหมู่
ข้อสังเกต: ผู้แปลมักจะแปลประโยค passive voice ออกมาเป็นประโยคกรรม “ถูกกระทำ” ซึ่งมีคำว่า “ถูก” หรือ “โดน” ทั้ง ๆ ที่ความหมายของประโยค passive voice นี้ เป็นไปในทางบวกหรือด้านดี
ควรแปลว่า: มีเพียงสามคนเท่านั้นที่ได้เลื่อนตำแหน่ง คือ สมพงษ์ ใจดี สุดา รักดี และ ใหม่ รักหมู่


2. The man who was bitten by a snake was given a serum.
มีผู้แปลว่า: ผู้ชายที่ถูกงูกัดได้รับพิษงู
ข้อสังเกต: ผู้แปลไม่เข้าใจความหมายของคำว่า “serum” ส่วน passive voice (was bitten) แปลโดยใช้คำว่า “ถูก” หรือ “โดน” นั้น ถูกต้องแล้ว เพราะ passive voice ในประโยคนี้มีความหมายในเชิงลบ
ควรแปลว่า: ผู้ชายที่ถูกงูกัดได้รับยาฉีดแก้พิษงู

3. Most of the people invited to the party didn’t turn up.
มีผู้แปลว่า: คนส่วนใหญ่ไปงานปาร์ตี้ไม่ได้กลับมา
ข้อสังเกต: ผู้แปลไม่เข้าใจโครงสร้างประโยค passive voice ชนิดลดรูป ซึ่งในประโยคนี้มีความหมายในเชิงบวก คือ ได้รับเชิญ อีกทั้งผู้แปลไม่รู้ความหมายของสำนวน turn up และยังแปลทับศัพท์คำว่า “party” อีกด้วย
ควรแปลว่า: ผู้ได้รับเชิญมางานเลี้ยงส่วนใหญ่ไม่มาปรากฏตัว

4. It was annoying not being able to remember his address.
มีผู้แปลว่า: มันน่ารำคาญที่ไม่สามารถจำบ้านเลขที่ของเขาได้
ข้อสังเกต: ผู้แปลมักแปลสรรพนาม it ซึ่งในที่นี้ทำหน้าที่เป็น Impersonal pronoun และ dummy subject ไม่จำเป็นต้องแปลคำว่า “it” ว่า “มัน” ในทุกที่เสมอไป
ควรแปลว่า: เป็นเรื่องน่ารำคาญที่จำบ้านเลขที่ของเขาไม่ได้

5. What you have written is not suitable for publication.
มีผู้แปลว่า: คุณเขียนอะไรที่ไม่เหมาะสมสำหรับสาธารณะ
ข้อสังเกต: ผู้แปลไม่ทราบความหมายของ Indefinite pronoun “what” ซึ่งอาจแปลว่า สิ่ง เรื่อง แล้วแต่ปริบท นอกจากนี้ผู้แปลเข้าใจผิดว่า “publication” เป็นคำเดียวกับ “public” จึงให้ความหมายที่ผิดมา
ควรแปลว่า: สิ่งที่คุณเขียนไม่เหมาะที่จะตีพิมพ์

6. By the end of this year, Sally will have been teaching English for twenty years.
มีผู้แปลว่า: เมื่อถึงสิ้นปี แซลลีได้สอนภาษาอังกฤษมายี่สิบปี
ข้อสังเกต: ผู้แปลยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ tense ในภาษาอังกฤษดีพอ จึงแปล future perfect tense ได้ไม่กระชับรัดกุมพอ
ควรแปลว่า: พอถึงสิ้นปี แซลลีก็สอนภาษาอังกฤษมาได้ยี่สิบปี

7. Warunee has just completed a new motion picture, which will open at the Grand Cinema.
มีผู้แปลว่า: วารุณีได้เสร็จสิ้นการแสดงภาพเคลื่อนไหวซึ่งจะเปิดการแสดงที่โรงหนัง
แกรนด์
ข้อสังเกต: ผู้แปลไม่เข้าใจความหมายของ present perfect tense และไม่รู้ความหมายของศัพท์ “motion picture”
ควรแปลว่า: วารุณีเพิ่งเสร็จการแสดงภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่จะฉายที่โรงหนังแกรนด์

8. Please give me a ring when you arrive and I will pick you up.
มีผู้แปลว่า: โปรดให้แหวนฉัน เมื่อคุณมาถึงแล้วฉันจะไปหาคุณ
ข้อสังเกต: ผู้แปลไม่เข้าใจสำนวน to give (someone) a ring
ควรแปลว่า: โปรดโทรศัพท์ถึงฉันเมื่อคุณมาถึง แล้วฉันจะไปรับ

9. My friend wanted to fire her maid since she was disobedient.
มีผู้แปลว่า: เพื่อนของฉันต้องการจุดไฟเผาคนใช้เพราะเขาไม่เชื่อฟัง
ข้อสังเกต: ผู้แปลไม่มีความรู้เกี่ยวกับศัพท์ to fire ศัพท์นี้มีความหมายหลายนัย
ควรแปลว่า: เพื่อนของฉันต้องการไล่คนใช้ออกเพราะเจ้าหล่อนไม่เชื่อฟัง
10. The bandit deprived him of his money.
มีผู้แปลว่า: บัณฑิตได้พรากเงินไปจากเขา
ข้อสังเกต: ผู้แปลสับสนศัพท์ “bandit” โดยคิดว่าตรงกับคำว่า “บัณฑิต” ในภาษาไทย ประกอบกับไม่ทราบความหมายของคำว่า “deprive of”
ควรแปลว่า: โจร / ผู้ร้ายขโมยเงินของเขา

11. Information is collected before a decision is made.
มีผู้แปลว่า: ข้อมูลถูกเก็บรวบรวมก่อนการตัดสินใจที่จะทำ
ข้อสังเกต: ผู้แปลแปลประโยค passive โดยใช้คำว่า “ถูก” ซึ่งบอกความหมายในเชิงไม่ดี แต่ประโยคนี้เป็นประโยคกรรม ความหมายเป็นกลาง อาจแปลโดยการเติมคำว่า “มี”
ควรแปลว่า: มีการเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนทำการตัดสินใจ

12. The West’s diseases have been closely linked to the consumption of meat and
dairy products.
มีผู้แปลว่า: เชื้อโรคของประเทศทางตะวันตกติดต่ออย่างใกล้ชิดกับผู้บริโภคเนื้อวัว และ
ของใช้ประจำวัน
ข้อสังเกต: ผู้แปลไม่รู้ความหมายของศัพท์คำว่า “disease” และ meat / dairy products จึงแปลผิด
ควรแปลว่า: โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายของชาวตะวันตกเกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดกับการบริโภคผลิตภัณฑ์ประเภทเนื้อและนม

13. They are generous although they are poor.
มีผู้แปลว่า: พวกเขาฉลาดแต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังจน
ข้อสังเกต: ผู้แปลไม่เข้าใจความหมายของคำเชื่อม although ที่ใช้เพื่อแสดงความหมายที่ขัดแย้งกัน
ควรแปลว่า: พวกเขาใจคอกว้างขวางแม้ว่าจะยากจนก็ตาม

14. One should perform one’s duty as well as he can.
มีผู้แปลว่า: บางคนจะทำงานของเขาให้ดีเท่าที่เขาสามารถทำได้
ข้อสังเกต: ผู้แปลแปลคำว่า “one” ซึ่งเป็น Indefinite pronoun ไม่เหมาะสมตามปริบท

ควรแปลว่า: คนเราควรจะทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้

15. You have to wait until the others come back.
มีผู้แปลว่า: คุณต้องรออยู่จนกว่าจะมีใครกลับมา
ข้อสังเกต: ผู้แปลแปลคำว่า “the others” ซึ่งเป็น Indefinite pronoun ไม่ถูกต้องตาม ปริบท
ควรแปลว่า: คุณต้องรออยู่จนกว่าคนอื่น ๆ จะกลับมา

16. Thailand’s economy is in a critical state.
มีผู้แปลว่า: เศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงสำคัญ
ข้อสังเกต: ผู้แปลแปลความหมายของคำว่า “critical” ไม่เหมาะสมตามปริบท
ควรแปลว่า: เศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงวิกฤติ

17. If I have a car, I can pick you up at the airport.
มีผู้แปลว่า: ถ้าฉันมีรถ ฉันสามารถไปส่งคุณที่สนามบินได้
ข้อสังเกต: ผู้แปลไม่รู้ความหมายของ phrasal verb “pick up”
ควรแปลว่า: ถ้าฉันมีรถ ฉันก็ไปรับคุณที่สนามบินได้

18. Eventhough the British and the Americans speak the same language, they can sometimes misunderstand one another.
มีผู้แปลว่า: ถึงแม้ว่าคนอังกฤษและคนอเมริกันพูดภาษาเหมือนกัน บางครั้งเขาสามารถที่จะเข้าใจกันผิดได้เหมือนกัน
ข้อสังเกต: ผู้แปลแปลคำว่า “same” โดยเลือกใช้คำไม่เหมาะสมกับเนื้อความ
ควรแปลว่า: ถึงแม้ว่าคนอังกฤษและคนอเมริกันจะพูดภาษาเดียวกัน บางครั้งเขาก็ยังเข้าใจ
ผิดกันได้

19. It will take me quite some time to get him interested in buying your land.
มีผู้แปลว่า: มันต้องใช้เวลาสำหรับฉันในการที่จะทำให้เขาสนใจที่จะซื้อที่ดินของคุณ
ข้อสังเกต: ผู้แปลแปลสรรพนาม “it” ซึ่งเป็นประธานที่ไร้ความหมายว่า “มัน” ซึ่งไม่จำเป็น ตัดทิ้งไปเลยไม่ต้องแปล
ควรแปลว่า: ฉันคงต้องใช้เวลามากทีเดียวที่จะทำให้เขาสนใจซื้อที่ดินของเธอ

20. She felt as if she were in heaven when she got a great compliment from her
parents.
มีผู้แปลว่า: เธอรู้สึกเหมือนกับว่าเธอได้อยู่ในสวรรค์เมื่อเธอได้รับคำเยินยออันมากอัน
หนึ่งจากผู้ปกครองของเธอ
ข้อสังเกต: เป็นการแปลที่ใช้คำเยิ่นยอและเลือกใช้คำไม่เหมาะกับเนื้อความ
ควรแปลว่า: เธอรู้สึกราวกับอยู่บนสวรรค์เมื่อเธอได้รับคำชมเชยจากบิดามารดา

21. Though I hate crowded places, I have to work in Bangkok.
มีผู้แปลว่า: ฉันเกลียดที่ ๆ มีฝูงชน แต่ฉันก็ต้องทำงานในกรุงเทพฯ
ข้อสังเกต: ผู้แปลไม่แปลคำโยงความให้ชัดเจน ถูกต้อง ข้อความจึงไม่ต่อเนื่องกัน
ควรแปลว่า: แม้ว่าฉันจะไม่ชอบสถานที่แออัด ฉันก็จำต้องทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ อยู่ดี

22. Exhausted by long hours of work, he decided to go to bed early.
มีผู้แปลว่า: เหน็ดเหนื่อยในการทำงานหลายชั่วโมง เขาตัดสินใจไปนอนเร็ว ๆ
ข้อสังเกต: วลีที่ทำหน้าที่เป็น participle phrase ที่ขยายประธานที่ตามมาข้างหลัง เมื่อ
แปลเป็นภาษาไทยขึ้นควรต้นประโยคด้วยประธานก่อน ความหมายจึงจะ ชัดเจน
ควรแปลว่า: เขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยเนื่องจากทำงานมาหลายชั่วโมงเขาจึงตัดสินใจเข้านอน
หัวค่ำ

23. The accused man said in court he wished to withdraw his confession
มีผู้แปลว่า: ชายที่กล่าวหากล่าวในศาลว่าเขาต้องการเลิกคำสารภาพ
ข้อสังเกต: accused เป็น verb ช่องที่ 3 ซึ่งมาจาก passive voice ลดรูป และวางไว้หน้าประธานเพื่อทำหน้าที่ขยายเวลา เวลาแปล จึงควรแปลเหมือน passive voice
ควรแปลว่า: ชายที่ถูกกล่าวหาแถลงต่อศาลว่าเขาต้องการเพิกถอนคำสารภาพ

24. Spoiled by his parents as a child, he grew up to be a discontented young man.
มีผู้แปลว่า: ถูกตามใจจากพ่อแม่มาตั้งแต่เด็ก เขาจึงโตเป็นชายหนุ่มที่ไม่พอใจอะไร
ข้อสังเกต: คล้ายกับข้อ 22 วลีที่ทำหน้าที่เป็น participle phrase ขยายประธานซึ่งตามมา
ควรแปลว่า: เขาถูกพ่อแม่ตามใจมาตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นจึงกลายเป็นชายหนุ่มที่ไม่เคย
พอใจอะไรเลย

25. The exam is going to be difficult.
มีผู้แปลว่า: ข้อสอบกำลังจะยาก
ข้อสังเกต: to be going to ในปริบทนี้มีความหมายเหมือนกับ seems to
ควรแปลว่า: ข้อสอบนี้ท่าทางจะยาก

ตัวอย่างการแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษที่ต้องแก้ไข
1. ที่งานเลี้ยงแห่งหนึ่งฉันได้รับการแนะนำให้รู้จักกับ จินตหรา สุขพัฒน์
มีผู้แปลว่า: At a party, I was suggested Jintahra Sukhaphat.
ข้อสังเกต: ผู้แปลขาดความรู้ในการเลือกใช้คำศัพท์ให้เหมาะกับเนื้อความ
ควรแปลว่า: At a party, I was introduced to Jintahra Sukhaphat.

2. เขาให้แหวนวงสวยแก่ฉันเมื่อวานนี้
มีผู้แปลว่า: He had given me a beautiful ring yesterday.
ข้อสังเกต: ผู้แปลใช้ tense ไม่ถูกต้อง ควรเป็นอดีตกาลธรรมดา
ควรแปลว่า: He gave me a beautiful ring yesterday.

3. บริกร: คุณจะรับอะไรเป็นอาหารเช้าครับ
ลูกค้า: ผมขอเบคอนและไข่ 1 ที่ครับ
มีผู้แปลว่า: What do you want for a breakfast?
I want to have one bacon and egg.
ข้อสังเกต: ผู้แปลขาดความรู้เกี่ยวกับสำนวนที่ใช้ในการสั่งอาหารและใช้ Article ไม่ถูกต้อง
ควรแปลว่า: What would you like for breakfast?
I’d like to have bacon and eggs.

4. ถนนสายนี้ถูกปิดตั้งแต่เมื่อวาน
มีผู้แปลว่า: This street had closed since yesterday.
ข้อสังเกต: ผู้แปลไม่ได้แปลประโยคนี้ให้อยู่ในรูปประโยค passive
ควรแปลว่า: This road has been closed since yesterday.

5. มีการพูดกันว่าเขารับสินบน
มีผู้แปลว่า: It is said that he is corruption.
ข้อสังเกต: ผู้แปลแปลคำว่า “รับสินบน” ไม่ถูกต้อง เข้าใจสับสนว่า “สินบน” หมายถึง corruption
ควรแปลว่า: It is said that he is corrupt.
takes bribes.
6. ฉันชอบเค้กชอกโกเลต
มีผู้แปลว่า: I like cake chocolate.
ข้อสังเกต: ผู้แปลไม่เข้าใจโครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษ ซึ่งต้องวางคำขยายไว้หน้านามสำคัญ ในที่นี้นามสำคัญคือคำว่า “เค้ก” ไม่ใช่ “ชอกโกเลต”
ควรแปลว่า: I like chocolate cake.

7. พ่อของเขาไม่ทราบว่าเขาไม่ได้ไปโรงเรียน
มีผู้แปลว่า: His father did not know that he had not been to the school.
ข้อสังเกต: ผู้แปลไม่เข้าใจเรื่องการใช้ Article สำนวน go to school ไม่ใช้ Article ใด ๆ หน้าคำนาม school
ควรแปลว่า: His father had no idea that he did not go to school.

8. การเดินทางโดยเครื่องบินสะดวกดี
มีผู้แปลว่า: Traveling by a plane is comfortable.
ข้อสังเกต: เช่นเดียวกับข้อ 7 ผู้แปลไม่ทราบว่าสำนวนที่เกี่ยวกับการเดินทางทั้งหลาย ไม่ต้องใส่ Article หน้าคำนาม
ควรแปลว่า: Traveling by plane is comfortable.

9. บางทีคุณอาจจะแนะนำทนายดี ๆ ให้ฉันสักคน
มีผู้แปลว่า: Perhaps you could advise me a good lawyer.
ข้อสังเกต: ผู้แปลเลือกใช้คำที่ไม่เหมาะสมกับเนื้อความ “advise” คือ การแนะนำให้ทำสิ่งสิ่งนี้ ซึ่งไม่เหมาะกับปริบทในประโยคนี้
ควรแปลว่า: Perhaps you could recommend me a good lawyer.

10. เลขาเตือนเขาเรื่องการนัดหมายในตอนเย็น
มีผู้แปลว่า: His secretary warned him about his appointment in the evening.
ข้อสังเกต: ผู้แปลเลือกใช้คำที่ไม่เหมาะกับเนื้อความ “warn” คือ เตือนเกี่ยวกับภัย/ อันตราย ซึ่งไม่ถูกต้องตามปริบทนี้
ควรแปลว่า: His secretary reminded him of his appointment in the evening.

11. เธอปฏิเสธที่จะรับเงินเขา
มีผู้แปลว่า: She denied to accept his money.
ข้อสังเกต: ผู้แปลเลือกใช้คำที่ไม่ถูกต้องตามปริบท “deny” คือ การปฏิเสธข้อเท็จจริง
ควรแปลว่า: She refused to accept his money.

12. ชาและกาแฟไม่ดีต่อสุขภาพนัก
มีผู้แปลว่า: The coffee and tea are not quite good.
ข้อสังเกต: coffee และ tea เป็นนามที่นับไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องใส่ Article นอกจากนั้น ผู้แปลยังแปลไม่ครบถ้วน
ควรแปลว่า: Coffee and tea are not really good for your health.

13. แม่น้ำเจ้าพระยาใกล้จะเน่าเสีย
มีผู้แปลว่า: Chao Phya river is nearly spoiled.
ข้อสังเกต: แม่น้ำเจ้าพระยาต้องใช้ควบคู่กับ Article “the” นอกจากนั้นคำว่า “เน่าเสีย” นี้ ไม่ตรงกับนัยความหมายของคำว่า “spoiled” ซึ่งหมายถึง “ถูกทำให้เสียคน” หรือ “ตามใจจนเสียคน”
ควรแปลว่า: The Chao Phya river is nearly polluted.

14. กระทะถูกทิ้งไว้ในอ่างล้างชาม
มีผู้แปลว่า: The pan left in the sink.
ข้อสังเกต: ผู้แปลไม่ได้แปลให้เป็นประโยค passive voice
ควรแปลว่า: The pan was left in the sink.
15. วัดนี้สร้างในสมัยต้นรัตนโกสินทร์
มีผู้แปลว่า: This temple built early in the Rattanakosin period.
ข้อสังเกต: เช่นเดียวกับประโยคที่ 14 ผู้แปลไม่ทราบว่าประโยคนี้ คือ ประโยคกรรม ความหมายเป็นกลางซึ่งเมื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษต้องใช้ประโยค passive
ควรแปลว่า: This temple was built early in the Rattanakosin period.

16. เขาสนใจการเมืองมาตั้งแต่เขายังเด็ก
มีผู้แปลว่า: He was interested in politics since he was a child.
ข้อสังเกต: ผู้แปลใช้ tense ไม่ถูกต้อง ถ้าใช้ was interested แปลว่า เคยสนใจในอดีต แต่บัดนี้เลิกสนใจแล้ว แต่ในปริบทนี้หมายความว่า เขาสนใจการเมืองมาตั้งแต่เขายังเด็ก และเดี๋ยวนี้ก็ยังสนใจอยู่
ควรแปลว่า: He has been interested in politics since he was a child.

17. ไปเดินเล่นกันเถอะ อากาศดีมาก
มีผู้แปลว่า: Let’s go for a walk; the climate is fine.
ข้อสังเกต: ผู้แปลเลือกใช้คำผิด “climate” คือ สภาพอากาศเฉพาะที่ แต่ในที่นี้พูดถึงสภาพอากาศทั่ว ๆ ไป
ควรแปลว่า: Let’s go for a walk; the weather is fine.

18. เขาไปทำงานแถวตะวันออกกลาง
มีผู้แปลว่า: He has gone to work in Middle East.
ข้อสังเกต: ผู้แปลใช้ Article ไม่ถูกต้อง นามคำว่า “Middle East” ต้องใช้กับ Article “the”
ควรแปลว่า: He has gone to work in the Middle East.

19. ที่อังกฤษวัวจำนวนมากถูกฆ่าเพราะโรควัวบ้า
มีผู้แปลว่า: In English, cows were killed because the mad cow disease.
ข้อสังเกต: อังกฤษในประโยคนี้ คือ ประเทศ English หมายถึง คนหรือภาษา ผู้แปลใช้คำไม่ถูกต้องและใช้คำเชื่อม because ไม่ถูกต้อง because ต้องใช้เชื่อมประโยค ไม่ใช่เชื่อมคำหรือวลี
ควรแปลว่า: In England, many cows were killed because of the mad cow disease.

20. เขาแนะนำให้ฉันรู้จักนายของเขา
มีผู้แปลว่า: He suggested me to know his boss.
ข้อสังเกต: ผู้แปลใช้คำไม่เหมาะกับเนื้อความ แนะนำให้รู้จัก ควรใช้คำว่า “introduce”
ควรแปลว่า: He introduced me to his boss.

21. เขาน่าจะเปลี่ยนใจก่อนจะสายเกินไป
มีผู้แปลว่า: He should to change his mind before it is too late.
ข้อสังเกต: ผู้แปลสับสนระหว่างคำว่า should + verb กับ ought to + verb
ควรแปลว่า: He should change his mind before it is too late.

22. มีอุบัติเหตุรถชนกันที่ตรงนี้เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว
มีผู้แปลว่า: There was a car accident occurred here last week.
ข้อสังเกต: ไม่จำเป็นต้องใช้ สำนวน there was ในการแปลประโยคนี้
ควรแปลว่า: A car accident occurred here last week.

23. ฉันเคยตื่นนอนตอน 6 โมงครึ่ง แต่เดี๋ยวนี้ฉันตื่นสายกว่านั้น
มีผู้แปลว่า: I got up at 6.30 p.m., but now I get up later.
ข้อสังเกต: used to ใช้ในความหมายว่า เคยทำสิ่งนั้นในอดีต (past habit) แต่ปัจจุบันไม่ได้ทำอีกแล้ว
ควรแปลว่า: I used to get up at 6.30 p.m., but now I get up later.

24. พ่อแม่ควรจะเป็นแบบอย่างที่ดีของลูก
มีผู้แปลว่า: Parents are good models for their children.
ข้อสังเกต: ผู้แปลไม่ได้แปลคำว่า “ควรจะ”
ควรแปลว่า: Parents should be good role models for their children.

25. งูหางกระดิ่งจะเตือนเหยื่อก่อนที่มันจะกัด
มีผู้แปลว่า: A snake tells before it bites.
ข้อสังเกต: ผู้แปลใช้คำว่า “tell” ในการแปลว่า เตือน คำว่า “tell” คือ การบอกกล่าวธรรมดา ซึ่งไม่ตรงตามปริบทนี้ ซึ่งหมายถึง เตือน ภัยอันตราย
ควรแปลว่า: A rattlesnake warns its victim before it strikes.

6 ความคิดเห็น:

marychanyanuch กล่าวว่า...

ดีมากเลยค่ะ

Sawai Seesai กล่าวว่า...

nice one, thanks for sharing.

Unknown กล่าวว่า...

อ่านตอนนี้ก็ยังไม่สาย ขอบคุณมากๆครับ :)

hellojaae กล่าวว่า...

บทความทั้งหมดนี้เจ้าของบล๊อกได้ระบุเครดิตไว้ตรงไหนหรือคะ
ว่าทั้งหมดยกมาจากตำราEN 322 ของ รศ.อัจฉรา ไล่ศัตรูไกล
อาจารย์ท่านคงภูมิใจที่มีคนเอางานของท่านมาเผยแพร่เป็นความรู้
ให้คนทั่วไปได้อ่าน. แต่การที่เจ้าของบล๊อกเอามาลงโดย
ทำเหมือนว่าเขียนขึ้นเองนั้นมันไม่เป็นสิ่งที่ถูกต้องเลยนะคะ
นอกจากจะไม่ให้เกียรติท่านอาจารย์แล้วยังถือว่าเป็นการโขมย
ด้วยนะคะเนี่ย

THEPAO VONGSAVANH กล่าวว่า...

thankyousomuch toomuch verymuch

montheng กล่าวว่า...

ขอบคุณคะ